30 March 2009

ปืนใหญ่ต้องสงสัย ? ตอนที่๔

ปืนใหญ่ต้องสงสัย
ภาพการติดตั้งปืนใหญ่ Armstrong บนเรือรบของออสเตรเลีย ซึ่งในภาพเป็นปืนที่มีขนาดความกว้างปากกระบอก ๙ นิ้วรุ่นและแบบเดียวกันกับปืนที่ติดตั้งบนเรือหาญหักศัตรู ปัจจุบันปืนเหล่านี้ทางออสเตรเลียก็ยังคงเก็บรักษาอยู่ และยังเคยมีการนำมายิงสาธิตด้วย
การสาธิตยิงปืนใหญ่ขนาด ๙ นิ้ว ที่ป้อม Gellibrand ประเทศ ออสเตรเลีย ด้วยอานุภาพขนาดนี้ เรือที่ไหนโดนก็จมแน่นอน
  • ส่วนปืนเสือหมอบบนป้อม ฯ ก็เป็นปืนที่เพิ่งจัดหามาใหม่ และทำการทดลองยิงในวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๖ ก่อนหน้าเหตุการณ์ในครั้งนี้เพียง ๓ เดือน ทหารที่ทำการยิงขาดความชำนาญ และไม่เคยทำการยิงทำนองยุทธ์มาก่อน ผลการยิงส่วนใหญ่ ผบ.เรือโคแมต ได้บันทึกไว้ว่า “การยิงของฝ่ายสยามไม่ใคร่แม่น อำนวยการยิงไม่ดี และไม่มีการคำนึงถึงความเร็วเรือของเราเพื่อแก้ศูนย์ ส่วนใหญ่ของการยิงกระสุนจึงตกสูง หรือหลุดท้ายเรือเราไป” แต่อย่างไรก็ดี ฝ่ายสยามก็สามารถยิงถูกเรือของฝรั่งเศสได้บ้าง แม้จะไม่โดนส่วนสำคัญขนาดทำให้เรือหมดสมรรถภาพก็ตามที โดยเรือเย.บี.เซย์ โดนยิง ๒ แห่ง เรือโคแมต ๒ แห่ง และ เรือแองคองสตังค์ก็มีรอยลูกปืนใหญ่อีกหลายแห่ง

แบบแปลนของปืนเสือหมอบ มีความกว้างปากกระบอก ๖ นิ้ว ลำกล้องหนัก ๕ ตัน บรรจุทางท้ายกระบอก สามารถยกตัวขึ้น - ลงได้ แสดงถึงความสามารถของราชนาวีสยาม ที่แม้จะมีเวลาเตรียมการน้อย แต่ก็ยังสามารถใช้ปืนที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นได้

  • สำหรับตอร์ปิโดที่มีถึง ๑๖ ลูก แต่ระเบิดได้เพียง ๑ ลูก เราต้องทำความเข้าใจว่าในสมัยก่อนนั้น ยังไม่มีทุ่นระเบิดซึ่งสามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติเหมือนในสมัยนี้ การจะยิง(จุดชนวน)ตอร์ปิโดได้ เราจะต้องทำการยิงจากสถานีบนฝั่งหรือเรือยิง ซึ่งในเหตุการณ์ ฯ นี้เราใช้เรือยิงตอร์ปิโด ซึ่งต้องอยู่ในพื้นที่บริเวณนั้นด้วย ลองนึกภาพดูนะครับว่าการที่ต้องหลบกระสุนปืนไปด้วย กะจังหวะยิงตอร์ปิโดไปด้วย มันช่างลำบากยากเข็ญขนาดไหน ซึ่งผลที่ได้ก็คือ มันระเบิดก่อนหน้าเรือแองคองสตังค์จะมาถึงประมาณ ๓๐-๔๐ หลา จึงไม่เกิดผลอะไรขึ้นเลย ส่วนอีก ๑๕ ลูกที่เหลือนั้น คาดว่านายทหารควบคุมการยิงคงจ้าละหวั่นกับการหลบกระสุนอยู่นั่นเอง...
ตอร์ปิโด หรือทุ่นระเบิดในสมัยนั้น ทำจากหีบเหล็กใส่ดินดำผูกกับแพ หย่อนไว้ใต้น้ำ ล่ามสายไฟฟ้า และจุดระเบิดด้วยมือ จากสถานียิงบนเรือ หรือบนฝั่ง ทั้งนี้โปรดสังเกตว่า เราทำสงครามทุ่นระเบิดมาตั้งแต่สมัย ร.๕ แล้ว มิใช่เพิ่งเริ่มใช้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ อย่างที่เคยเข้าใจกัน

ก่อนสิ้นสงสัย
  • ของใกล้ ๆ ตัว เราพบเห็น เราเจอทุกวัน แต่กลับไม่ได้รับรู้ หรือสังเกตเห็นเลยว่ามันคืออะไร มีคุณค่าอย่างไร ปืนกระบอกนี้ก็เช่นกัน แม้มันจะตั้งอยู่ในที่ ๆ สังเกตเห็นง่าย มีคนผ่านไปผ่านมาทุกวัน แต่ก็กลับมีน้อยคนนักที่จะสนใจในคุณค่า หรือความเป็นมาของมัน

ทุกวันนี้ปืนใหญ่ประจำเรือหาญหักศัตรู ยังคงหันหน้าออกไปทางทะเล เพื่อคุ้มครอง ชาติ ราชนาวี และ ลูก หลาน ทหารเรือไทยทุกนาย

  • บรรพบุรุษทหารเรือของเราสอนไว้เสมอ ว่าอย่าลืมอดีตทั้ง รอยสัก เรือน้ำตาล ร.ล.ธนบุรี ฯลฯ ล้วนเป็นความตั้งใจของบรรพบุรุษของเราทั้งสิ้น ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่เราควรจะจดจำ และนำมาเป็นบทเรียน ประวัติศาสตร์ทำให้เรารู้ที่มาที่ไปของตนเอง หากเราไม่สนใจในประวัติศาสตร์ของเราเอง เราจะไม่มีความภาคภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น... อยู่... คือ... เลย หลังจากเราได้ทราบที่มาที่ไปของปืนกระบอกนี้แล้ว ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ครั้งต่อไปเมื่อเราได้พบเจอกับปืนกระบอกนี้อีก เราจะสามารถระลึกได้ถึงวีรกรรม และเกียรติประวัติของมัน ที่ได้แสดงให้โลกเห็นว่า ราชนาวีไทย ไม่เคยยอมให้ใครย่ำยี.... “เรา” ในฐานะอนุชนคนรุ่นหลัง ก็อย่าปล่อยให้ “ทหารเรือ” เป็นเพียงแค่อาชีพ ๆ หนึ่ง นะครับ... สวัสดี
อ้างอิง : - แชน ปัจจุสานนท์, พลเรือตรี และ สวัสดิ์ จันทนี, นาวาเอก. กรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส และ การรบที่ปากน้ำเจ้าพระยา สมัย ร.ศ.๑๑๒. กรุงเทพฯ : กรมยุทธศึกษาทหารเรือ, ๒๕๑๐

- http://www.cerberus.com.au/reenactors/9_inch_armstrong_slideshow.html เว็บไซต์นี้ มีรูปภาพ และวีดีโอสาธิตการยิงปืนใหญ่ Armstrong ให้รับชม

ปืนใหญ่ต้องสงสัย ? ตอนที่๓

ืนใหญ่ต้องสงสัย

เรือสินค้า เย.บี.เซย์ (Jean Baptist Say) ตั้งชื่อตามนักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เป็นเรือสินค้าของบริษัท เมสซาเยอรี ฟลูวีอัลส์ (Messageries Fluviales) เดินเรือประจำระหว่าง ไซ่ง่อนกับกรุงเทพ ฯ มาพบกับเรือรบฝรั่งเศสโดยบังเอิญ และอาสานำร่องให้ จนสุดท้ายต้องมาเกยตื้นบริเวณแหลมลำพูราย เป็นบทเรียนให้ฝรั่งเศสรู้ว่า ในภายภาคหน้าการคิดจะรังแกชาติเล็ก ๆ อย่างสยามนั้น มิใช่เรื่องง่ายเลย และเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่ง ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ดังเช่น “ยุทธนาวีที่เกาะช้าง” วีรกรรมของเรือหลวงธนบุรี ในเวลาต่อมา

แผนที่การรบ จากหนังสือ กรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส และ การรบที่ปากน้ำเจ้าพระยา สมัย ร.ศ.๑๑๒

เปรียบเทียบกำลังรบทั้งสองฝ่าย

-เรือปืนมกุฎราชกุมาร (Makut Rajakumarn) -เรือปืนมูรธาวสิตสวัสดิ์ (Coronation) -เรือหาญหักศัตรู (Han Hak Satru) -เรือนฤเบนทร์บุตรี (Nirben) -เรือทูลกระหม่อม (Thoon Kramom) -ป้อมพระจุลจอมเกล้า (Fort Phra Chulachomklao) -ป้อมผีเสื้อสมุทร (Fort Phi Sua Smut) -เรือยิงทุ่นระเบิด พร้อมทุ่นระเบิด ๑๖ ลูก



-เรือสลุปแองคองสตังต์ (Inconstant) -เรือปืนโคแมต (Cométe) -เรือสินค้า เย.บี.เซย์ (Jean Baptist Say)




  • เหตุการณ์การรบที่ปากน้ำเจ้าพระยาในวันนั้น เมื่อเปรียบเทียบกำลังรบกัน ฝ่ายสยามอาจจะดูเหนือกว่ามาก แต่ความเป็นจริงแล้ว เราไม่มีความพร้อมในการนี้เลย เนื่องจากความพร้อมรบ ต้องมี ๓ องค์ ประกอบด้วย องค์บุคคล องค์วัตถุ และองค์กำลังใจ ซึ่งเราทัดเทียมฝรั่งเศสในด้านกำลังใจเพียงอย่างเดียว แต่ก็ต้องถือว่าเป็นโชคดีของเราที่ในทั้ง ๓ องค์นั้น องค์กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
  • องค์บุคคล : เราไม่มีความพร้อมดีพอ เนื่องจากทั้งกำลังพลบนเรือ และที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า เป็นทหารที่เพิ่งฝึกหัดใหม่ บางคนยังไม่เคยฝึกยิงอาวุธเลยเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งยังมีความหลากหลายในด้านเชื้อชาติ ส่วนฝ่ายฝรั่งเศสแม้ว่าจะมีทหารที่เกณฑ์มาจากญวน หรือโจรสลัดอยู่บ้าง (ตามบันทึกของผบ.เรือ โคแมต) แต่ก็ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีทั้งระเบียบวินัย การฝึกทหารราบ และการอาวุธ
  • องค์วัตถุ : ฝรั่งเศสมีเรือรบเพียง ๒ ลำ ส่วนเรามีเรือรบ ๕ ลำ ป้อมปืนบนฝั่ง สิ่งกีดขวางร่องน้ำ และมีตอร์ปิโด (ทุ่นระเบิด) อีก ๑๖ ลูก เห็นเท่านี้อาจจะนึกว่าเรากินขาด แต่ความเป็นจริงแล้ว ด้วยรายละเอียดอันซับซ้อน และกลยุทธ์ของฝรั่งเศส ผนวกกับองค์บุคคลตามข้อ ๑. ทำให้องค์วัตถุของเราแทบใช้การได้ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของที่ควรจะเป็น
  • การที่เรามีเรือถึง ๕ ลำนั้น โดยแท้จริงแล้วเป็นเรือรบเพียง ๒ ลำ คือ เรือมกุฎราชกุมาร และ เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ แต่ก็เป็นเรือรบแบบโบราณ ปืนบรรจุปากกระบอก ยิงได้ช้า ระวางขับน้ำน้อยก็กว่า ผิดกับทางฝ่ายเรือรบฝรั่งเศส ที่มีปืนทันสมัย บรรจุท้าย ยิงได้เร็ว เรียกว่า Quick Firing Gun มีอำนาจการทำลายล้างสูงกว่าเรามาก ส่วนเรืออีก ๓ ลำของเรา อย่างเรือหาญหักศัตรู เรือนฤเบนทร์บุตรี และเรือทูลกระหม่อม มิใช่เรือรบอย่างแท้จริง และเป็นเรือขนาดเล็ก ที่เอาปืนใหญ่แบบโบราณมาติดตั้งไว้บนเรือ เพื่อให้สามารถยิงตอบโต้ได้บ้างเท่านั้น

ปืืนใหญ่ต้องสงสัย ? ตอนที่๒

ืืนใหญ่ต้องสงสัย ๒๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๕ เป็นวันที่มีการจัดตั้ง กองโยธาสัตหีบขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๗ได้เปลี่ยนชื่อเป็นฐานทัพเรือสัตหีบ ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ส่วนราชการกองทัพเรือ กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม

เรือหาญหักศัตรู (ลำที่สอง)

  • ตามข้อมูลจากหนังสือเรือรบราชนาวี ระบุไว้ว่า เป็นเรือรบชนิดกันโบตแบบเรือป้อม (ตัวเรือไม้ ) ระวางขับน้ำเต็มที่ ๑๒๐ ตัน อาวุธปืนใหญ่ ๒ กระบอก เครื่องจักรกำลัง ๑๔๐ แรงม้า ปลดระวางประจำการในปีพุทธศักราช ๒๔๔๘ โดยหลังจากปลดระวางประจำการแล้ว ได้ขายให้บริษัทนำร่องในราคา ๘,๕๐๐.- บาท เพื่อใช้เป็นเรือพักนำร่อง (PILOT SCHOONER)
  • สำหรับเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ใน “ประวัติโรงเรียนนายเรือ” ที่ลงพิมพ์ใน หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พล.ร.ต. พระยาหาญกลางสมุทร ร.น. ได้กล่าวยกย่องวีรกรรมเอาไว้ว่า “มีแต่เรือหาญหักศัตรู ลำเดียวที่กัปตันเรือ ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศได้แสดงความกล้าหาญ เข้ากำกับการยิงปืนต่อสู้ โดยยิงถูกเรือ “เย.บี.เซย์” ที่แล่นนำเรือปืน ๒ ลำที่ผ่านสันดอนเข้ามา จนการนี้ถูกปรับเป็นเงิน หลักล้านบาท”
  • ส่วนประวัติของเรือในด้านอื่นที่สำคัญ ในประวัติโรงเรียนนายเรือ ก็กล่าวไว้อีกเช่นกันว่า “เรือหาญหักศัตรูลำนี้เป็นเรือรบลำแรกที่เข้าอู่หลวงทหารเรือ ซึ่งเปิดเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ ๙ มกราคมร.ศ.๑๐๙ เวลาประมาณบ่าย ๔ โมงครึ่งเศษ ต่อมาได้ตัดเอาหัวเรือไปไว้ริมเขื่อนของกองแพทย์ทหารเรือ (ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีวัดระฆังปัจจุบันนี้) และตัวเรือลำนี้ภายหลังบริษัทนำร่องได้ขอซื้อไปด้วยราคา ๘,๕๐๐.- บาท เมื่อวันพุธที่ ๒๓ สิงหาคม ร.ศ.๑๒๔ (พ.ศ. ๒๔๔๘) โดยเอาไปทอดเป็นเรือนำร่องที่นอกสันดอน และเป็นที่พักของผู้นำร่องด้วย”

ภาพเหตุการณ์ เมื่อมองจากฝ่ายสยามจะเห็นว่า ฝ่ายฝรั่งเศสแล่นเรียงตามกัน โดยมีเรือ เย.บี.เซย์ เรือสลุปแองคองสตังค์ และ เรือปืนโคแมต ส่วนฝ่ายสยาม เรียงจากซ้ายไปขวา คาดว่าน่าจะเป็น เรือหาญหักศัตรู เรือยิงทุ่นระเบิด เรือปืนมูรธาวสิตสวัสดิ์ และเรือปืนมกุฎราชกุมาร ตามลำดับ

๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๖

  • การรบที่ปากน้ำเจ้าพระยา มีสาเหตุตั้งต้นมาจากความใคร่กระหายในอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ที่พยายามจะแย่งชิงดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงไปจากสยาม โดยการอ้างแบบข้าง ๆ คู ๆ ว่าดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงนั้นเป็นของลาว และลาวก็เคยเป็นของญวน และบัดนี้ญวนเป็นของฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศสได้ญวนแล้ว ก็ควรได้ลาว และได้ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงไปด้วย การกล่าวอ้างแบบนี้นี่เอง ที่ทำให้ฝรั่งเศสถูกล้อเลียนว่าเป็น “ หมาป่า ” ในนิทานอีสป ที่ไม่เคยฟังเหตุผลอะไรเลยทั้งสิ้น
  • การคุกคามจากชาติตะวันตกมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากฝรั่งเศสเอง หรือแม้กระทั่งจากอังกฤษ ด้วยความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ทำให้อังกฤษตัดสินใจจะส่งเรือรบมาอีก ๒ ลำโดยอ้างความปลอดภัยของชาวอังกฤษในสยาม เป็นเหตุให้ฝรั่งเศสอ้างบ้างว่าต้องการส่งเรือรบมาเพิ่มอีก ๒ ลำเช่นกัน และถึงแม้ภายหลังจะมีการทำสัญญาตกลงกันเรียบร้อย ว่าจะไม่มีการนำเรือผ่านสันดอนเข้ามา แต่ฝรั่งเศสกลับฝ่าผืนคำสัญญา ไม่สนใจคำเตือนใด ๆ ด้วยหมายจะฉลองวันชาติฝรั่งเศส (๑๔ ก.ค.) ด้วยการชักธงราวแต่งเรือ อวดธงชาติสามสีเหนือน่านน้ำสยาม

  • กลยุทธ์อันชาญฉลาดของฝรั่งเศส ที่เลือกช่วงเวลาน้ำขึ้น(๑๘๐๐) ทำให้ฝรั่งเศสแล่นเรือตามน้ำเข้ามาได้ด้วยความเร็วเต็มที่ มีเมฆฝน ประกอบกับเป็นเวลาพลบค่ำ ทำให้ปืนเสือหมอบเล็งยิงได้อย่างยากลำบาก ตอร์ปิโด (ทุ่นระเบิด) ก็ระเบิดก่อนเวลา เรือของเราก็มีแต่เรือแบบเก่า ปืนใหญ่ประจำเรือต้องบรรจุทางปากกระบอก ทำให้ยิงได้ช้า ไม่ทันการ เรือรบฝรั่งเศสจึงสามารถฝ่าเข้าไปทอดสมออยู่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสได้สำเร็จ โดยเสียกำลังพลไปเพียง ๓ นายบาดเจ็บ ๓ นาย และเรือสินค้าเกยตื้น ๑ ลำ

  • ส่วนปืนใหญ่ที่เป็นพระเอกของเราในบทความนี้ ตามบันทึกของกรมทหารเรือ กล่าวไว้ว่า “ร.ล.หาญหักศัตรู สามารถทำการยิงปืนขนาดใหญ่ได้เพียง ๒ นัดเท่านั้น นัดหนึ่งเข้าใจว่าได้ถูกเรือกลไฟ เย.บี.เซย์ ที่ตอนหัวเรือ ”

29 March 2009

ปืนใหญ่ต้องสงสัย ? ตอนที่๑

ปืนใหญ่ต้องสงสัย
  • “เป็นข้อบกพร่องข้อหนึ่งของมนุษย์ ที่มักจะมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใกล้ตัว กว่าจะรู้ว่าสิ่งนั้นมีค่า ก็อาจจะสายเกินไปเสียแล้ว หรืออาจจะไม่มีวันล่วงรู้เลยก็ได้” เรื่องราวต่อไปนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน
  • ผมเชื่อเหลือเกินว่า พวกเราชาวเรือสาขาสัตหีบทุกนาย คงจะคุ้นหูคุ้นตากับปืนใหญ่กระบอกนี้อยู่บ้าง เพราะถ้าจะเข้าไปที่ท่าเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบ เราจะต้องผ่านปืนใหญ่กระบอกนี้ก่อน เนื่องจากว่ามันตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในวงเวียนหน้าหอประชุม กองการฝึกกองเรือยุทธการ หรือหน้ากองบัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ นั่นเอง แล้วคุณรู้หรือไม่ว่า ปืนกระบอกนี้มีความสำคัญอย่างไร...?
  • ตัวผมเองก็ไม่เคยทราบมาก่อนจนกระทั่งวันหนึ่ง งานเข้า...ต้องไปถ่ายภาพหอประชุม กฝร. เพื่อทำบรรยายสรุปเกี่ยวกับการซ่อมปรับปรุงอาคาร จึงต้องเดินข้ามถนนมายืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ในวงเวียนเพื่อเก็บภาพด้านหน้าของหอประชุม กฝร. .....และแล้ววันนั้นทั้งวันหัวใจดวงน้อยของผมก็พองโต เมื่อได้พบเจอกับปืนที่มีคุณค่ายิ่งต่อประวัติศาสตร์ชาติไทยกระบอกนี้
  • ลักษณะของปืนเป็นแบบปืนใหญ่โบราณที่ใช้กันบนบก แต่ความจริงแล้วปืนกระบอกนี้เป็นปืนใหญ่ประจำเรือหาญหักศัตรู(ลำที่สอง) ที่ใช้ต่อกรกับเรือรบฝรั่งเศสในสมัย ร.ศ.๑๑๒ จริง ๆ ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตำนาน นิทาน หรือเรื่องเล่าสนุกปาก แต่ปืนกระบอกนี้มีส่วนร่วมในการรักษาเอกราชของชาติไทย ที่เรายังสามารถจับต้องได้อยู่ ซึ่งในปัจจุบันน้อยคนนักที่จะรู้จัก คงอาจจะมีเพียงทหารเรือรุ่นเก่า ๆ สารวัตรทหารที่โบกรถแถว ๆ นั้น หรือ พลทหารที่ดูแลสวนหย่อมเท่านั้น ที่รู้จักก็เป็นได้ ...

ป้ายบรรยายใต้ฐานปืน ทำจากแผ่นโลหะ มีสภาพเก่า และมีข้อผิดพลาดเป็นบางจุด

ลักษณะโดยทั่วไป

  • ที่ฐานของปืนใหญ่ มีข้อความกล่าวบรรยายไว้ว่า “ปืนใหญ่กระบอกนี้ สร้างโดย บริษัท อาร์มสตอง (Sir. WG. Armsthong*) ในอังกฤษ เมื่อ ค.ศ.๑๘๗๔ (พ.ศ.๒๔๑๗) บรรจุทางปากกระบอก กว้าง ๙ นิ้วฟุต น้ำหนักปืน ๒๕,๙๗๒ ปอนด์ ลำกล้องมีเกลียว ๖ เกลียว ใช้กระสุนหนัก ๒๔.๖ ปอนด์ (บรรจุดินระเบิด ๑๗ ปอนด์) ใช้ดินขับเป็นดินดำชนิดดินลูกบาศก์ หนัก ๕๐ ปอนด์ ความเร็วต้น ๑,๔๔๐ ฟุตต่อวินาที สามารถเจาะเกราะได้หนา ๙.๘ นิ้ว ในระยะ ๑,๐๐๐ หลา เป็นปืนประจำเรือหาญหักศัตรู (ลำที่ ๒) เรือหาญหักศัตรูได้ทำการรบกับ แองกองสตังค์ และโคแมค* ของฝรั่งเศสที่ปากน้ำเจ้าพระยา วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๖) ได้ใช้ปืนกระบอกนี้ยิงถูกเรือ เย.บี.เซย์. ซึ่งแล่นนำร่องให้เรือรบฝรั่งเศส ๒ นัด จนเรือ เย.บี.เซย์. ต้องเข้าเกยชายฝั่งตะวันออกของปากน้ำเจ้าพระยา” (* จุดที่ผิดควรแก้เป็น Armstrong และ โคแมต)
  • รายละเอียดอื่น ๆ ที่ฐานเหล็กด้านขวาของปืนมีอักษรจารึกว่า “ Sir W.G. Armstrong & Co , Newcastle on Tyne No.1286 ” บ่งบอกถึงชื่อบริษัท เมือง และหมายเลขที่ผลิต ได้อย่างชัดเจน ดังนั้นหากจะเรียกปืนนี้ว่า “ ปืนสาลิกาดง ” ก็น่าจะเข้าท่า และทันยุคทันสมัยดี.....
  • ส่วนบริเวณโดยรอบ มีพุ่มไม้ตัดแต่งเป็นรูปตราสัญลักษณ์ของฐานทัพเรือสัตหีบ คั่นระหว่างข้อความ “ ยินดีต้อนรับ ” และ “ ๒๓ ธันวาคม ๒๔๖๕ ” ซึ่งถือเป็นวันจัดตั้ง “กองโยธาสัตหีบ” หรือ ฐานทัพเรือสัตหีบในปัจจุบัน ตามคำกราบทูลขอต่อ ในหลวง ร.๖ ของ เสด็จเตี่ย เพื่อพระราชทานที่ดินตำบลสัตหีบ จัดเป็นฐานทัพเรือ
  • ผมไม่ทราบว่าปืนใหญ่กระบอกนี้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ จะมาพร้อมกับกองโยธาเลยหรือไม่ ก็มิทราบได้ เพราะเท่าที่ถามจากข้าราชการอาวุโส ๒๐ กว่าปี เขาก็บอกว่ามันอยู่ตรงนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เอาเป็นว่าให้มันเป็นการบ้านของผม หรือผู้รู้ต่อไปก็แล้วกันครับ