01 April 2009

กบฏแมนฮัตตัน ตอนที่ ๒

วันก่อกบฏ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔

หลังจากพบกับความผิดหวังมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในจิตใจของคณะผู้ก่อการยังคงมุ่งมั่นไม่ท้อถอย ประกอบกับการที่รัฐบาลรู้ตัว และเริ่มเอาจริงเอาจังในการปราบกบฏ คณะกู้ชาติจึงได้รีบตัดสินใจปฏิบัติการ ในวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔ หลังจากความพยายามครั้งที่แล้วเพียงสามวัน ซึ่งในวันนี้จะมีพิธีรับมอบเรือขุดสันดอนของสหรัฐอเมริกา ชื่อแมนฮัตตัน ที่ท่าราชวรดิษฐ์ โดยทางกลุ่มผู้ก่อการได้เล็งเห็นแล้วว่า พิธีนี้จัดขึ้นในเขตทหารเรือ ซึ่ง น.อ.อานนท์ สามารถควบคุม และสั่งการได้ ประกอบกับเป็นวันศุกร์สุดสัปดาห์ ทหารหน่วยอื่นๆ ปล่อยกลับภูมิลำเนา ทำให้ยากที่จะรวมกำลัง ส่วนกองกำลังนาวิกโยธินของฝ่ายก่อการนั้นอยู่ครบ พร้อมจะทำการรัฐประหารอย่างเต็มที่ โดยหารู้ไม่ว่าข่าวการรัฐประหารนั้นรั่วไหลไปถึงหูรัฐบาลอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อถึงกำหนด จอมพล ป. ยังคงมาเป็นประธานในพิธีเนื่องจากเป็นงานสำคัญระดับชาติ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ นายทหาร นายตำรวจ ชั้นผู้ใหญ่ระดับสั่งการของรัฐบาลไม่ได้เข้าร่วมในงานนี้ และได้เตรียมการรับสถานการณ์ไว้แล้วอย่างเงียบๆ

น.ต.มนัส พร้อมด้วยทหารจำนวนหนึ่งรออยู่ตรงโคนต้นมะขามริมเขื่อน เมื่อประสบโอกาสเหมาะ ขณะที่ท่านจอมพล ป.กำลังเดินชมเรืออยู่นั้น ชุดปฏิบัติการพร้อมอาวุธปืนในมือ ก็วิ่งไปที่สะพานขึ้นเรือแมนฮัตตัน ท่ามกลางความประหลาดใจของแขกเหรื่อทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ หน่วยรบได้ปิดสะพานไม่ให้คนขึ้นหรือลงในท่าจังก้า และพร้อมยิงหากมีคนฝ่าฝืน

ทูตานุทูตและแขกผู้ทรงเกียรติในพิธี

กัปตันเรือแมนฮัตตัน


วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔ เวลาประมาณ ๑๕.๓๐ น. ภาพนี้เป็นภาพขณะเริ่มต้นเหตุการณ์ “กบฏแมนฮัตตัน” ซึ่งทางด้านซ้ายจะสังเกตเห็น น.ต.มนัส จารุภา ถือปืนกลมือกำลังจะวิ่งขึ้นไปบนเรือขุดสันดอน “แมนฮัตตัน” ท่ามกลางความตกใจของผู้เข้าร่วมพิธี


ในหนังสือ “เมื่อข้าพเจ้าจี้จอมพล ป.” ของ น.ต.มนัส ได้ให้รายละเอียดในตอนนี้ว่า..... “ข้าพเจ้าวิ่งขึ้นสะพานที่ทอดลงมาจากเรือแมนฮัตตัน ที่ปลายสะพานด้านล่าง ข้าพเจ้าได้พบกับท่านพลเรือเอก สินธุ์ กมลนาวิน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ ท่านยืนตะลึงขวางทางขึ้นอยู่ ข้าพเจ้าจึงทำความเคารพท่านและเรียนขอทาง ท่านรับการเคารพอย่างงง ๆ พร้อมกับหลีกทางให้ เมื่อวิ่งขึ้นไปบนเรือแมนฮัตตันแล้วก็หยุดยืนอยู่ตรงนั้น ข้าพเจ้าหันมองไปรอบๆตัวเพื่อสำรวจดูว่า มีใครถืออาวุธอยู่ใกล้หรือไม่ เมื่อไม่มีอะไรส่อเค้าให้เห็นว่าจะเป็นภัยต่อข้าพเจ้าแล้ว ตกลงใจยืนรอจอมพล ป. พิบูลสงคราม ณ จุดนั้นในไม่ช้าก็แลเห็นท่านนายกรัฐมนตรีและผู้ติดตามเดินมาจากหัวเรือ มีชาวอเมริกันติดตามมาด้วยคนหนึ่ง เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีเดินเข้ามาใกล้ ข้าพเจ้าจึงร้องบอกไปว่า


“เราต้องการแต่ตัวท่านจอมพล คนอื่นไม่เกี่ยวถอยออกไป ขอเชิญท่านจอมพลทางนี้”


ชาวอเมริกันผู้นั้นเข้ากั้นกลางตัวท่านนายกฯไว้ ข้าพเจ้าเห็นท่าไม่ได้การ จึงยกปืนขึ้นประทับและสำทับอีกว่า “อเมริกาถอยออกไป” เขาเห็นว่าเอาจริงจึงหลีกห่างออกไป


ภาพเหตุการณ์ ในขณะที่ น.ต.มนัส จารุภา ควบคุมตัว จอมพล ป. พิบูลสงคราม ลงจากเรือ


ท่านนายกรัฐมนตรีถามว่าจะให้ไปทางไหน ข้าพเจ้าก็บอกให้เดินลงบันไดไปและข้าพเจ้าก็ติดตามไป ผู้ติดตามจอมพลนายกรัฐมนตรีสองนาย แต่งกายพลเรือนหนึ่งนาย ทราบชื่อภายหลังว่า พ.ท.สนิท หงส์ประสงค์ และอีกนายหนึ่งเป็นนายตำรวจ แต่งเครื่องแบบสีกากี ทราบภายหลังชื่อ ร.ต.อ.สิงห์โต สังกาส ทั้งสองนายเดินตามหลังข้าพเจ้ามา เมื่อเดินมาเกือบถึงโคนท่าราชวรดิษฐ์ข้าพเจ้าฉุกคิดขึ้นมาว่า ผู้ติดตามทั้งสองนายอาจมีอาวุธปืนพกติดตัวอยู่ จึงหันกลับไปที่ ร.ต.อ.สิงห์โต เอามือตบที่บริเวณสะโพกทั้งสองข้าง ที่สะโพกขวาข้าพเจ้าพบปืนพกแบบ รีวอลเวอร์ หนึ่งกระบอก จึงชักออกมาถือที่มือซ้าย ส่วน พ.ท.สนิท ไม่มีอะไร”

น.ต.มนัส ได้คุมตัวจอมพล ป. ลงเรือเปิดหัวที่จอดเตรียมไว้ที่ท่ากองเรือรบ แล้วแล่นไปยังร.ล.ศรีอยุธยา ซึ่งจอดอยู่ที่หน้าวัดราชาธิวาส โดยเมื่อขึ้นไปยัง ร.ล.ศรีอยุธยาแล้ว ได้จัดให้ จอมพล ป. พักผ่อนที่ห้องโถงนายทหาร ส่วนผู้ติดตามสองนาย ให้แยกไปพักบริเวณป้อมปืนหัวเรือ ซึ่งสภาพของ ร.ล.ศรีอยุธยาในขณะนั้น อยู่ในระหว่างการซ่อมทำเครื่องจักรใหญ่ ใช้เครื่องยนต์ขวาได้เครื่องเดียว แต่ก็ยังพอแล่นได้

2 comments:

  1. น่าสนใจมากครับ อยากให้นำเกร็ดประวัติศาสตร์เหล่านี้มาลงอีก คนไทยสมัยนี้จะได้เรียนรู้จากอดีตได้

    ReplyDelete
  2. เรือดำน้ำ 4 ลำ หายไปในช่วงนี้ ไม่รู้ดำไปอยู่ที่เกาะไหน
    เสียดาย วิทยุสื่อสาร ที่โดนตำรวจเอาไปใช้

    ReplyDelete