26 May 2009

"ริชลิว" ผู้อยู่เบื้องหลังราชบัลลังค์ ตอนที่ ๔

ริชลิว

การเตรียมพร้อมอันหละหลวม

  • การเตรียมการป้องกันประเทศที่ปากน้ำนั้น กัปตันริชลิวเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้วางแผนป้องกัน และเป็นผู้อำนวยการรบที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า โดยมีการวางกำลัง ตั้งรับเรือของฝรั่งเศสเป็นอย่างดี ทั้งกำลังทางเรือ สิ่งกีดขวางใต้น้ำ ทุ่นระเบิด และปืนใหญ่บนป้อม แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งเรือของฝรั่งเศสได้ ผลการป้องกันของสยามออกมาในรูปของการป้องกันที่ขาดประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เช่น กำลังทางเรือที่นำมาใช้ล้วนขาดประสิทธิภาพในการรบ สิ่งกีดขวางใต้น้ำมีจำนวนไม่เพียงพอ ทุ่นระเบิดที่วางไว้ ๑๖ ลูก ก็ระเบิดใช้เพียง ๑ ลูก ส่วนปืนใหญ่อาร์มสตรองอันทันสมัย ก็ไม่ได้แสดงอำนาจการยิงที่สมราคาของมัน
  • เมื่อเปรียบเทียบกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ของทั้งสองฝ่ายในเหตุการณ์ที่ปากน้ำแล้ว ฝ่ายสยามเป็นฝ่ายได้เปรียบมาก สาระสำคัญในความพ่ายแพ้ของสยามในครั้งนี้จึงอยู่ที่ ความพร้อม และความสามารถของกำลังพลที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของนายทหารต่างชาติ
  • บันทึกเหตุการณ์กรณีพิพาท ร.ศ.๑๑๒ มีอยู่หลายฉบับ ทั้งของสยาม ฝรั่งเศส และชาติเป็นกลาง ในบันทึกของทั่งสยาม และฝรั่งเศส เนื้อหามักจะเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายตน เราจึงต้องนำบันทึกของชาติที่เป็นกลางมาศึกษาประกอบ ซึ่งในบันทึกของ นายเฮนรี นอร์แมน นักสำรวจชาวอังกฤษ จากหนังสือชื่อ Peoples and politics of the Far East ได้กล่าวถึงสยามอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการเกรงใจกันหลายต่อหลายครั้ง จนบางทีอาจจะดูเกินเลยไปด้วยซ้ำ เช่น
  • การวิจารณ์เรื่องอาวุธปืนของกองทหารปืนใหญ่ มีใจความว่า ที่เล็งเป้าทำด้วยทองเหลืองถูกขโมยไปจำนำภายในเวลา ๒ อาทิตย์ที่มาถึง และตามคืนไม่ได้ ส่วนดินปืนกับปลอกกระสุนก็อยู่กันคนละที่ และไม่มีใครรู้ว่าจะใส่ดินปืนในปลอกกระสุนได้อย่างไร
  • นายนอร์แมนยังเผาต่ออีกว่า ทหารมาฝึกตามสะดวก แล้วหายหน้าไปสัปดาห์ละหลายโหล และบ่นหรือเริ่มก่อกวนนายทหารที่พยายามสร้างวินัยในกอง และหลายคนไม่เคยยิงปืนไรเฟิลที่ตนถือ ตามด้วยลองจินตนาการดูสิ โรงเรียนนายทหารที่มีอาคาร และการจัดการอันน่าเกรงขาม มีครูฝึกชาวยุโรปสี่หรือห้านายที่มีอำนาจจำกัด เด็กหนุ่มชาวสยามได้พักอาศัยอย่างสะดวกสบาย ได้รับการเลี้ยงดู และรับเงินเดือน เดือนละ ๓๐ ชิลลิง เพื่อให้สวมเครื่องแบบ และเล่นในโรงเรียนที่ไม่มีการฝึกอบรมใดๆและยังสรุปนิสัยของชาวสยามอีกว่า สยามรับวิธีการของฝรั่งมา โดยไม่เอาจิตวิญญาณของฝรั่งติดมาด้วย และ จริง ๆ แล้ว ไม่มีคำว่า วินัย ในภาษาสยาม
  • สำหรับเหตุการณ์ที่ปากน้ำ นายนอร์แมนได้วิจารณ์เอาไว้ว่า ผู้บังคับการริเชอลิเออ ทำหน้าที่บัญชาการที่ป้อมปืน ในช่วงวิกฤตนั้น เขาต้องวิ่งจากปืนกระบอกหนึ่งไปยังอีกกระบอกหนึ่งเพื่อยิงฝ่ายตรงข้ามด้วยปืนทีละกระบอก คงไม่จำเป็นต้องบอกว่า ยิงไม่ถูกอะไรสักอย่าง จากนั้นเขาก็ขึ้นเรือลำเล็กข้ามแม่น้ำ แล้วกลับบางกอกด้วยรถไฟเที่ยวพิเศษและ เมื่อทดสอบการยิงปืนเหล่านี้ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าอยู่หัว ๒-๓ วันก่อนหน้า ปืน ๕ ใน ๖ กระบอกยิงไม่ออก แต่เหตุการณ์นี้ก็มิได้ทำให้ความมั่นใจของฝ่ายสยามต่อประสิทธิภาพในการป้องกันตนเองลดลงเลย

ตามคำกล่าว ของนายเฮนรี นอร์แมน การทดสอบปืนเสือหมอบของเรา ต่อหน้าพระพักตร์ ปืน ๕ ใน ๖ กระบอก ยิงไม่ออก...!?

  • การวิพากษ์วิจารณ์ของ นายนอร์แมน ที่มีต่อสยามนั้นดูรุนแรง และไม่ไว้หน้าชาวสยามเลยแม้แต่น้อย จนนักวิจารณ์ชาวต่างชาติ (ที่เป็นฝ่ายสยาม) ท่านอื่น ๆ เห็นว่านายนอร์แมนแต่งเรื่องจนสนุกอย่างเกินเลย แต่ก็ตามคำโบราณอีกครั้ง ที่ว่า ไม่มีมูล สุนัขไม่ถ่ายดังนั้น เราจะโทษใครไม่ได้เลย นอกจาก ลักษณะนิสัยอันรักสงบ สะดวก สบาย ของคนไทย ที่ว่างเว้นจากการทำศึก มานาน และ การฝึกอบรมที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของนายทหารต่างชาติอย่าง กัปตันริชลิว

ความคิดอันพิเรนทร์

  • อีกเรื่องที่ควรจะนำมากล่าวถึง ก็คือความคิดอันพิเรนทร์ ของกัปตันริชลิว แต่ก่อนที่เราจะกล่าวถึงความคิดนั้น เรามาดูถึงที่มาของคำว่า พิเรนทร์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาสมัย ร.ศ.๑๑๒ และก็เพื่อจุดประสงค์เดียวกัน คือ ทำลายเรือรบของฝรั่งเศส
  • เรื่องมีอยู่ว่า มีท่านพระตำรวจหลวงผู้หนึ่ง ราชทินนามว่า พระพิเรนทรเทพ มีความคิดจะจัดนักดำน้ำไปเจาะรูใต้ท้องเรือรบฝรั่งเศสให้จมลง ท่านจึงฝึกหัดบ่าวไพร่ และอาสาสมัคร ให้ดำน้ำในคลองหน้าบ้านของท่านทุกวัน แต่บางคนดำน้ำอยู่ได้ไม่นานก็โผล่ขึ้นมา ท่านจึงต้องใช้ไม้ถ่อคอยค้ำคอไว้ไม่ให้โผล่หัวขึ้นมาเร็วเกินไป บังเอิญมีอาสาสมัครคนหนึ่งถูกกดหัวจนสำลักน้ำตายเสียก่อน ความคิดที่ใช้นักดำน้ำจึงต้องล้มเลิกไป ชาวบ้านจึงพากันเรียกการกระทำของท่านอย่างสนุกปากว่า เล่นอย่างพิเรนทร์

  • ส่วนกัปตันริชลิว มีวิธีการที่ลงทุนสูงกว่านั้น คือคิดจะใช้เรือพระที่นั่งมหาจักรี พรางไฟมืดแล้วพุ่งชนเรือฝรั่งเศสให้จม แต่โชคดีที่ไม่ได้รับการเห็นชอบจึงต้องล้มเลิกไป ลองคิดดูว่าการใช้เรือพระที่นั่งมหาจักรี ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมใจของชาวสยามพุ่งเข้าชนเรือฝรั่งเศส เรือพระที่นั่งจะต้องได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก และเราจะไม่มีเรือรบอันทันสมัยเหลืออยู่เลย เรือของฝรั่งเศสก็มีอยู่ถึงสามลำ การพุ่งชนอาจจะทำลายได้เพียง ๑-๒ ลำ และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ แค่เพียง กรอสกูแรง นายทหารยศร้อยโทของฝรั่งเศสเสียชีวิต ฝรั่งเศสยังเรียกร้องต่างๆ นานา นี่ถ้าเรือรบจมลง คงเป็นเหตุให้ฝรั่งเศสเรียกร้องเอาอย่างมหาศาล เพราะฝรั่งเศสเองก็พร้อมที่จะทำสงครามกับสยามอยู่ทุเมื่อ ดังจะเห็นได้ว่า หลังจากเหตุการณ์ที่ปากน้ำผ่านไปไม่กี่วัน ฝรั่งเศสก็ได้ส่งเรือรบเข้ามาปิดอ่าวไทย ถึง ๙ ลำ ไหนเลยที่ชาติเล็ก ๆอย่างสยามจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ไปได้ หากต้องทำสงครามกับฝรั่งเศส

เรือพระที่นั่งมหาจักรี เกือบจะได้พุ่งชนเรือรบฝรั่งเศส และ
สยาม เกือบจะตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส เพราะ ความพิเรนทร์


  • ความคิดของกัปตันริชลิว จึงจัดได้ว่าเป็น ความคิดพิเรนทร์ อันคลาสสิค และเป็นโชคดีของสยามที่มันไม่ได้ถูกนำมาใช้จริง.....

อย่างไรก็ตาม

  • จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ว่า " ในเมืองเราเวลานี้ไม่ขัดสนอันใดยิ่งกว่าคน การเจริญอันใดจะเป็นไปไม่ได้เร็วก็เพราะเรื่องคนนี้อย่างเดียว เพราะเหตุขัดสนเช่นนี้จึงต้องจำใช้ฝรั่งในที่ซึ่งคนเรายังไม่มีความรู้และความสามารถพอ แต่การใช้ฝรั่งนั้นไม่ใช่เป็นการง่าย แลก็รู้ชัดเจนอยู่ในใจด้วยกันว่า เขาเป็นคนต่างชาติภาษา จะซื่อตรงจงรักภักดีอะไรต่อเราหนักหนา ก็ชั่วแต่มาหาทรัพย์กลับไปบ้าน เมื่อจะว่าเช่นนี้ก็ไม่สู้เปนยุติธรรมแท้ เพราะบางคนซึ่งอัธยาศัยดี มีความรู้ อยากจะได้ชื่อเสียงที่ดี ฤามีความละอาย ฤาอยากจะอยู่ทำการให้ยืดยืนไปเขาก็ทำดีต่อเรามาก ๆ อยู่บ้าง แต่อย่างไร ๆ ก็คงต้องนับว่าเป็นเพื่อนกินไม่ใช่เป็นเพื่อนตาย "
  • เห็นได้ว่าชาวต่างชาติ ที่เข้ามารับราชการให้สยามนั้นมีทั้งที่ทำเพื่อผลประโยชน์ และที่ทำด้วยความจงรักภักดี แม้ว่ากัปตันริชลิวจะมีผลประโยชน์ในธุรกิจอยู่บ้าง แต่จากการที่ท่านได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ให้เป็นถึงผู้บัญชาการกรมทหารเรือ เป็นผู้บังคับการเรือพระที่นั่งอยู่หลายครั้ง เป็นผู้ริเริ่มกิจการใหม่ ๆ หลายโครงการ และรับราชการเป็นเวลารวมทั้งสิ้น ๒๖ ปี ซึ่งนับว่านานมากสำหรับชาวต่างชาติ ด้วยความจงรักภักดี และความเป็นที่น่าไว้วางใจของ กัปตันริชริว นี่เอง ทำให้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้เพิ่มเงินบำนาญจาก ๘,๐๐๐ บาทต่อปี เป็น ๑๕,๐๐๐ บาทต่อปี

  • กัปตันริชลิว ลาออกจากราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๔ ในขณะที่ยังเป็นผู้บัญชาการกรมทหารเรือ เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ เมื่อลาออกจากราชการไปแล้ว กัปตันริชลิวได้เดินทางกลับประเทศเดนมาร์ก แต่ก็ยังคอยติดต่อ ช่วยเหลือ และสนับสนุนกิจการของทหารเรือสยามอยู่เสมอ เช่นการคัดเลือกชาวต่างชาติให้มาช่วยราชการตามที่สยามร้องขอ หรือการสนับสนุน ประสานงาน ช่วยเหลือ ดูแลนักเรียนนายเรือที่ไปศึกษาในต่างประเทศ นอกจากนี้เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ.๒๔๕๐ กัปตันริชลิว ก็ได้คอยเป็นธุระ และรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ซึ่งก็ได้มีบทบาทที่สำคัญเช่น การจัดเตรียมการเดินทาง และอุปกรณ์ในการสลักพระปรมาภิไธย จ.ป.ร. ที่จุดเหนือสุดของยุโรป นอร์ธเคป ประเทศนอร์เวย์

กัปตันริชลิว (กลางภาพ) เป็นผู้จัดเตรียมอุปกรณ์การสลักพระปรมาภิไธย จ.ป.ร. ที่แหลมเหนือ นอร์ธเคป ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง และศิลาก้อนนี้ก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีที่นั่น ในพิพิธภัณท์


  • กัปตันริชลิว กลับไปใช้ชีวิตในเดนมาร์กได้ ๓๐ปี ก็ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๔ สิริอายุรวม ๗๙ ปี แม้ว่าท่านจะลาออกจากราชการไปเป็นเวลานานแล้วก็ตาม แต่ข่าวคราวการถึงแก่อนิจกรรมของท่านก็ยังได้สร้างอาลัยให้กับชาวสยาม และกองทัพเรือเป็นอย่างยิ่ง
  • เบื้องหลังราชบัลลังก์ของ คาดินัลริชลิว ในฝรั่งเศสอาจจะเป็นเรื่องของความทะเยอทะยาน แต่เบื้องหลังราชบัลลังก์ของ กัปตันริชลิว ในประเทศสยามดูจะเป็นเรื่องของความจงรักภักดี และการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ และถึงแม้เราจะไม่อาจสรุปได้ว่า ลึก ๆ แล้ว กัปตันริชลิว คิดอย่างไรกับสยามในเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ แต่ในท้ายที่สุด เราก็ได้ประจักษ์แล้วว่า ท่านเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับกองทัพเรือ และประเทศชาติ ทั้งในขณะที่ยังรับราชการ และเมื่อลาออกไปแล้ว

  • กัปตันริชลิว หรือ พระยาชลยุทธโยธินทร์ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ จึงเป็นผู้ที่สมควรได้รับการยกย่อง ชื่อเสียง และผลงานของท่านจะยังคงอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของราชนาวีไทยตราบนานเท่านาน ในฐานะชาวต่างชาติที่จงรักภักดี และอุทิศตนอย่างสูงสุด

อ้างอิง

- แชน ปัจจุสานนท์, พลเรือตรี และ สวัสดิ์ จันทนี, นาวาเอก. กรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส และการรบที่ปากน้ำเจ้าพระยา สมัย ร.ศ.๑๑๒. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๑๙.

- ไกรฤกษ์ นานา. สยามกู้อิสรภาพตนเอง ทางออกและวิธีแก้ปัญหาบ้านเมือง เกิดจากพระราชกุศโลบายของพระเจ้าแผ่นดิน. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๐

- Cardinal Richelieu: Biography and Much More from Answers.com, http://www.answers.com/main/ntquery?s=Cardinal+Richelieu&gwp=13

20 May 2009

"ริชลิว" ผู้อยู่เบื้องหลังราชบัลลังค์ ตอนที่ ๓

เบื้องหลังราชบัลลังก์...?
  • เราผ่านเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ซึ่งเต็มไปด้วยเงื่อนงำมาแล้ว คราวนี้ถึงเวลาที่จะมาวิเคราะห์กันสักทีว่า เหตุใด และทำไม ริชลิว จึงอยู่เบื้องหลังราชบัลลังก์…? ตามความหมายในภาษาฝรั่งเศสซึ่งก่อนอื่น ผมขอย้ำเตือนกันอีกครั้งว่า ข้อมูลต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผม ประกอบกับข้อมูลที่ผมพบ ซึ่งได้สร้างความรู้สึกสงสัยให้เกิดขึ้นหลายประการโดยส่วนตัวแล้วผมมิได้ความขัดเคืองอะไรกับนายทหารต่างชาติ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือท่านนี้ และมิได้ต้องการจะนินทาว่าร้ายให้เสื่อมเสีย ผมเป็นเพียงนายทหารเรือรุ่นหลังที่มีความสนใจในเรื่องราวของท่าน และพบว่าประวัติของท่านนั้น พิเศษ และน่าสนใจอย่างยิ่ง ดังต่อไปนี้


เชื้อสายฝรั่งเศส

  • ตามประวัติของ กัปตันริชลิว ที่ถึงแม้จะเป็นชาวเดนมาร์ก แต่ ก็มีเชื้อสายฝรั่งเศส อีกทั้ง คาดินัลริชลิว บรรพบุรุษของท่านก็มิได้เป็นสามัญชนคนธรรมดา โดยเป็นบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศส เป็นผู้ที่วางรากฐานให้ฝรั่งเศสก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของยุโรป ชาวฝรั่งเศสยกย่องให้ คาดินัลริชลิว เป็นดั่งวีรบุรุษ ซึ่งลูกหลานของท่านก็ได้รับการยกย่อง และความภาคภูมิใจอันนั้นสืบทอดกันเรื่อยมาหลายชั่วอายุคน
  • ประวัติของท่านในเอกสารของกองประวัติศาสตร์ กองทัพเรือ ระบุว่าท่านเกิดที่ ประเทศเดนมาร์ก สืบเชื้อสายมาจาก คาร์ดินัลริชลิว แต่จากข้อความข่าวของหนังสือพิมพ์ The New York Times ของอเมริกา ฉบับวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๓ ได้ระบุเอาไว้ว่า กัปตันริชลิว เป็นชาวฝรั่งเศสโดยกำเนิด สืบเชื้อสายมาจากพี่ชายของ คาร์ดินัลริชลิว เมื่ออายุย่างเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เขาจึงได้ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศเดนมาร์ก ที่ซึ่งเขาได้ศึกษาเล่าเรียน และรับราชการกองทัพเรือ นอกเหนือจากประวัติของกัปตันริชลิวแล้ว ใครจะเชื่อว่าในข่าวนี้ยังมีเรื่องแปลกอีกว่าครั้งหนึ่ง ผู้บัญชาการทหารเรือไทยจะเคยเกทับ กองทัพเรืออเมริกาว่า มีการเลื่อนชั้นยศที่ไม่เหมาะสม คือ แออัด และให้ทหารรับราชการเป็นผู้น้อยนานเกินไป ไม่มีความก้าวหน้าในอาชีพ หากอายุ ๔๐ แล้วยังไม่ได้เป็นกัปตัน ก็จะไม่ได้เป็นอยู่อย่างนั้น (เห็นได้ว่าอเมริกาใช้เกณฑ์ความเหมาะสม ส่วนไทยใช้ความอาวุโส เป็นอย่างนี้มานานแล้ว) นักข่าวเขาเลยเกทับคืนว่า กัปตันริชลิว เป็นผู้จัดระเบียบกองทัพเรือสยาม และมีเรือรบ ๒๕ ลำ ที่จะสามารถคุ้มครอง ๑,๕๐๐ ไมล์ทะเลได้ ตามความคิดแบบชาวสยาม .....แสบดีจริง

บทความบางส่วนในหนังสือพิมพ์ The New York Times


  • ผมเชื่อว่า กัปตันริชลิว รู้จักเกียรติประวัติของบรรพบุรุษของท่านเป็นอย่างดี แม้จะอยู่ห่างกันเป็นช่วงเวลาประมาณ ๒๐๐ ปีก็ตาม การที่ท่านได้เข้ามารับราชการประเทศสยามในนามของกองทัพเดนมาร์ก และต้องเผชิญกับประเทศฝรั่งเศส เชื้อชาติบรรพบุรุษของตนเอง ความกดดัน ความสับสน ความกังวล การวางตัว ชื่อเสียงของคาดินัลริชลิว และความหวาดระแวงของชาวสยาม ปัญหาหลายสิ่งประดังเข้ามา นี่คงช่วงเวลาที่ลำบากใจอย่างยิ่ง ของกัปตันริชลิว.....
  • มีคำโบราณอยู่คำหนึ่ง..... เลือดข้นกว่าน้ำ .....สำหรับกรณีนี้คงยากที่จะตัดสิน และต้องหาคำตอบกันต่อไป


พระเจ้าคริสเตียนที่ ๙... และสายลับฝรั่งเศส

  • พระเจ้าคริสเตียนที่ ๙ พระเจ้าแผ่นดินแห่งเดนมาร์ก ทรงเป็นผู้ที่รับรองรับรองคุณสมบัติการเป็นนายทหาร และกัปตันเรือ ของกัปตันริชลิว และได้ส่ง กัปตันริชลิวให้มารับราชการในสยาม ตามคำร้องขอของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงได้รับสมญานามว่า พ่อตาแห่งยุโรปเนื่องจากพระองค์ทรงมีพระราชธิดา ๒ พระองค์ คือ เจ้าหญิงดัคมาร์ และเจ้าหญิงอเล็กซานดรา ซึ่งต่อมาได้สถาปนาเป็นพระราชินีของ พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ ๓ แห่งรัสเซีย และพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ แห่งอังกฤษ ตามลำดับ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นพระบรมราชชนกของกษัตริย์อีก ๒ พระองค์ คือพระเจ้าเฟเดอริกที่ ๘ แห่งเดนมาร์ก และพระเจ้ายอร์จที่ ๑ แห่งกรีก แล้วยังเป็นพระอัยกาของกษัตริย์อีก ๓ พระองค์ คือพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ แห่งรัสเซีย พระเจ้ายอร์จที่ ๕ แห่งอังกฤษ และพระเจ้าฮากอนที่ ๗ แห่งนอร์เวย์ นี่จึงเป็นที่มาของสมญานาม พ่อตาแห่งยุโรป

พระเจ้าคริสเตียนที่ ๙ พ่อตาแห่งยุโรป ทรงเป็นศูนย์รวมใจของราชสำนักยุโรป

แต่ในราชสำนักของพระองค์กลับ มีสายลับจากฝรั่งเศสแอบแฝงอยู่


  • เรื่องที่ว่า มีสายลับในราชสำนักของพระองค์นั้นก็คือ พระโอรสของพระองค์ เจ้าชายวาลเดอมาร์ (Prince Waldemar) มีพระชายาเป็นเจ้าหญิงชาวฝรั่งเศส ชื่อ เจ้าหญิงมารี (Princess Marie Amilie Francoise Helene) ซึ่งเป็นคนกล้า บ้าบิ่น และรักชาติอย่างรุนแรง เจ้าหญิงมารีอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในราชสำนักเดนมาร์กอยู่หลายครั้ง อีกทั้งข่าวกรองต่างๆ ของราชสำนักเดนมาร์ก ก็มักจะรั่วไหลไปยังฝรั่งเศสเสมอ และด้วยความรักชาติของพระองค์ ทำให้พระองค์มีส่วนในเหตุการณ์กรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสด้วย ดังเช่น การที่มีคำสั่งจากเดนมาร์กไม่ให้นายทหารเดนมาร์กเข้าร่วมรบกับฝรั่งเศส แต่ด้วยกำลังหลักในการป้องกันประเทศสยามในขณะนั้น เป็นนายทหารจากเดนมาร์กเสียส่วนใหญ่ ดังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรารภเอาไว้ว่า เรื่องของกระทรวงกลาโหมนั้น เราได้ตั้งใจไว้เสียช้านานแล้วว่า หากว่าจะต้องการใช้ฝรั่ง จะไม่ใช้ชาติที่มีอำนาจใหญ่คืออังกฤษและฝรั่งเศส แต่จะใช้ชาติที่มีอำนาจชั้นที่ ๒ คือพวกเดน (เดนมาร์ก) เท่านั้น
  • ดังนั้นการที่จะทอดทิ้งสยาม ปล่อยให้ป้องกันตนเองอย่างทันทีทันใด ก็ดูจะเป็นการทำร้ายจิตใจกันเกินไป และเพื่อเป็นการรักษาความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกัน เพราะทั้งพระเจ้าคริสเตียนที่ ๙ และเจ้าชายวาลเดอมาร์ ล้วนเป็นพระสหายสนิทของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างไรก็ตาม ด้วยคำสั่งจากเดนมาร์กในครั้งนี้เองที่อาจทำให้ประสิทธิภาพในการรบของนายทหารชาวเดนมาร์ก ลดทอนลงไปจนเป็นเหตุให้เรือรบฝรั่งเศสแล่นผ่านเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยาได้

ผลประโยชน์หรือความจงรักภักดี

  • เดนมาร์กเป็นชาตินักเดินเรือ การมีทะเลเหนือ ทางทิศตะวันตก และทะเลบอลติก ทางทิศตะวันออก ทำให้เดนมาร์กเป็นศูนย์กลางการค้าขาย และการเดินเรือของยุโรปเหนือ และการที่เดนมาร์กไม่มีนโยบายในการล่าอาณานิคม ทำให้เดนมาร์กสามารถทำการค้าขาย และดำเนินธุรกิจในประเทศต่าง ๆ ได้อย่างสนิทใจ รวมทั้งประเทศในเอเชียอย่าง สยามด้วย
  • สำหรับ กัปตันริชลิว นอกจากท่านจะรับราชการทหารเรือแล้ว ท่านยังมีธุรกิจอีกหลายอย่างในสยาม เช่นรถไฟ รถราง และไฟฟ้า โดยผ่านในรูปของบริษัทชื่อ อีสต์เอเชียติก ซึ่งบริษัทนี้มีหุ้นส่วนใหญ่คือ เจ้าชายวาลเดอมาร์ ของเดนมาร์กนั่นเอง การดำเนินธุรกิจของบริษัทก็เป็นไปในรูปแบบการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ คือ เดนมาร์กได้ผลกำไร ส่วนสยามได้ความเจริญอันทันสมัยอย่างชาติตะวันตก และเป็นผลทางการเมือง ทำให้สยามมีเดนมาร์กเป็นเกราะกันภัยอีกชั้นหนึ่ง
กัปตันริชลิวจัดตั้งกิจการรถไฟขึ้น เป็นครั้งแรกในสยามโดยได้ขอ
สัมปทานเดินรถสายกรุงเทพ - สมุทรปราการเป็นสายแรก

  • การที่กัปตันริชลิว รับราชการไปพร้อม ๆ กับการทำธุรกิจใหญ่ระดับชาติ ทำให้เกิดคำถามว่า เวลาส่วนใหญ่ของท่านจะใช้ไปในทางใด การที่จะต้องวางรากฐานของธุรกิจใหญ่ ๆ อย่างรถไฟ รถราง และไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นของใหม่ในสยาม ไม่น่าจะใช่เรื่องง่าย และใช้เวลาสั้น ๆ ในการควบคุม และดูแลกิจการเหล่านั้น
  • คำถามในข้อนี้ได้มีผู้แสดงออกมาก่อนแล้วในวิทยานิพนธ์เรื่อง พระยาชลยุทธโยธินทร์ : ผลประโยชน์หรือความจงรักภักดี ของ คุณ มลิวัลย์ แตงแก้วฟ้า ม.ศิลปากร ได้จัดทำไว้เมื่อ ปีพ.ศ.๒๕๒๕ ซึ่งท่านเป็นผู้ที่มีความสนใจ ศึกษา ค้นคว้า และทำวิจัยเกี่ยวกับกองทัพเรือหลายเรื่อง และมีความแคลงใจ ในตัว กัปตันริชลิว เช่นกัน