26 October 2009

บันทึกของ น.ต.หลวงเจนจบสมุทร

          เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของนักเรียนนายเรือในอดีต ที่ได้สร้างวีรกรรม ๆ หนึ่งที่ทำให้ เสด็จเตี่ย ทรงมีเรื่องบาดหมางใจกับ ในหลวงรัชกาลที่ ๖ โดยได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือนาวิกศาสตร์ ฉบับเดือน กรกฎาคม ๒๕๑๐
          สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของบันทึกนี้คือ น.ต.หลวงเจนจบสมุทร (เจือ สหนาวิน) ได้บันทึกไว้ในปี พ.ศ.๒๔๘๕ (เหตุการณ์ที่บันทึกปี ๒๔๕๒ - ๒๔๕๓) แต่ผู้ที่นำมาเผยแพร่ คือ พล.ร.ต.สมุทร์ สหนาวิน (อดีต ผบ.ทร.) บุตรชาย โดยมีจุดประสงค์เพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริง และเฉลิมพระเกียรติแด่เสด็จในกรมฯ

พลเรือเอก สมุทร์ สหนาวิน


 ผบ.ทร. เมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๓ - ๓๐ กันยายน ๒๕๒๔ บุตรของผู้บันทึก



 บันทึกของ น.ต.หลวงเจนจบสมุทร

          เมื่อกำลังเป็นนักเรียนเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียนนายเรือนี้ มีเรื่องเกี่ยวกับตัวฉันขึ้นเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรบันทึกไว้ให้ลูกหลานทราบเป็นประวัติส่วนตัว คือเวลานั้นกำลังเป็นนักเรียนชั้น ๓ ครบกำหนดถึงคราวที่โรงเรียนตัดฟอร์ม (เครื่องแบบ) ขาวและฟอร์มสีกากีให้คนหนึ่งอย่างละ ๓ สำรับ ฉันตัดได้แล้ว แต่เจ๊กตัดให้รุ่มร่ามไม่กระทัดรัดเป็นที่พอใจ พอถึงวันเสาร์โรงเรียนหยุดเรียน นักเรียนก็เตรียมตัวกลับบ้าน ถึงเวลาก็ปล่อยไปตามเคย พวกที่อยู่โรงเรียนใครมีธุระจะไปไหนก็ได้ ดูหนัง ดูละคร ฯลฯ ตามความพอใจ พอเวลา ๑๖ น. เศษ ฉันก็แต่งตัวหนีบฟอร์มข้ามฟากไปถึงท่าเตียน พบนักเรียนห้องสองชื่อตู้ เขาหนีบฟอร์มไปแก้ที่เจ๊กแห่งเดียวกัน จึงได้เดินชวนกันไป เพราะร้านเจ๊กอยู่ที่แถวสะพานข้างโรงสีนี่เอง
          ออกจากท่าเตียนเดินทางตามถนนระหว่างวัดโพธิ์กับกำแพงพระบรมมหาราชวัง แล้วผ่านสวนสราญรมย์ไปทางหน้าพลับพลาสูง จวนจะเลี้ยวเข้าถนนระหว่างกลาโหมกับวังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (คือรัชกาลที่ ๖) คือที่กระทรวงการต่างประเทศเดี๋ยวนี้ จากกำแพงวังถึงต้นมะขามเป็นสนามหญ้า มีพวกมหาดเล็กของวังนี้ ประมาณทั้งเด็กและผู้ใหญ่สัก ๕๐-๖๐ คนได้ กำลังเล่นฟุตบอลกันอย่างเอิกเกริกเฮฮา ครื้นเครงกันอยู่อย่างสนุกสนาน พอฉันทั้งสองคนเดินผ่านคล้อยหมู่ที่กำลังเล่นอยู่ใกล้เข้ามาทางหัวเลี้ยวได้สักหน่อยก็ธงลง เพราะเป็นเวลาย่ำค่ำ แตรวงที่หน้ากระทรวงกลาโหมบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี (แต่ก่อนนี้ที่ป้อมเผด็จดัสกร มีเสาธง ชักธงมหาราชเสมอ) เอาธงลงฉันก็หยุดทำความเคารพ ในระหว่างที่กำลังบรรเลงเพลงอยู่นั้น เขาก็เลิกฟุตบอลเดินคุยกันมาเสียงขรมถมเถ (เพราะพวกเขาไม่ต้องเคารพธงชาติเหมือนราษฎรเดี๋ยวนี้) มาทางข้างหลัง เมื่อสุดเสียงแตรแล้ว ฉันเอามือลงแล้วก้าวขาออกเดินพร้อม ๆ กัน เขาเดินกระชั้นเข้ามาใกล้สัก ๑๐ วาได้ การที่เอามือลงและก้าวเท้าออกเดินนี้ เป็นหน้าที่ของทหาร ไม่ต้องทำการนัดหมายก็ทำพร้อมกันได้ และก็เหตุนี้แหละที่จะเกิดเป็นเรื่องใหญ่โต เดือดร้อนขึ้นถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ คือ เมื่อเอามือลงและก้าวเท้าออกเดินพร้อมกันนั้น เขาคงนึกชอบใจด้วยกำลังหนุ่มคะนองและลำพองว่าตนเป็นคนใหญ่คนโต ตามมติของเขาหรือมิฉะนั้นก็เหมือนเด็กที่เคยมีอำนาจอาจทำเกเรข่มเหงคนอื่นเล่นได้ตามชอบใจ ซึ่งพวกเราเคยพูดกันจนชินปากว่า 
          "อ้ายนี่เล่นอวดดีราวกับเจ้า"
          เรียกว่าฝ่ายที่พูดเหลืออดเหลือทนเต็มที จึงได้ออกวาจาดังนี้ แล้วก็ออกกำลังเข้าหากัน ลงท้ายปากกินน้ำพริกไม่ได้ไปหลายวัน


 วังสราญรมย์

          เขานับ "หนึ่ง ๆ และ หนึ่งสอง" ฉันก็เหลียวไปดูตามเสียงที่ได้ยินนั้นอยู่ข้างหลังว่าเขานับฉันสองคนที่กำลังเดินพร้อมกันนี้ หรือเขานับอะไร ? ที่ไหน ? กันแน่ พอเหลียวไปก็พอดีเหมาะทีเดียวเขาอ้าปากจะนับอีก แต่เขาเห็นฉันเหลียวไปสบตาเข้า เขาก็หยุดไม่กล้านับแล้วก็หลบหน้าเข้าปนเปกับหมู่พรรคพวกของเขาทันที ระยะคนที่นับกับฉันเดินห่างกันสัก ๗ - ๘ วาเท่านั้น พอจะจำหน้ากันได้ถนัด ฉันก็เหลียวกลับมาพูดกับเพื่อนร่วมทางของฉันว่า "เขานับถูกกับเท้าของเราและฉันเหลียวไปมองดู เขาหลบหน้าฉัน" ในระหว่างที่พูดกันนี้ต่างก็ลดฝีเท้าลง คือก้าวสั้น ๆ ชลอให้เขาขึ้นมาทัน พอเขาขึ้นมาทัน ฉันก็หันไปถามขึ้นว่า เมื่อตะกี้นับอะไรกัน เจ้าเด็กคนนั้นไม่ยักตอบฉัน กลับหลบหน้าวูบวาบ เข้าไปปะปบกับพรรคพวกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหลบหน้าไม่ให้ฉันจำได้ว่าใครเป็นใครกันแน่ มีอีกคนอยู่ข้าง ๆ เขาเลยตอบฉันแทนคนนั้นว่า "เขานับอะไรต่ออะไรของเขาเล่นต่างหาก" ฉันก็ตอบว่า "ถ้าไม่ได้นับฉันแล้ว ฉันถามดี ๆ ก็ควรจะตอบฉันซี นี่ไม่ตอบฉันกลับหลบหน้าไปเสียอีก และเป็นเรื่องเกี่ยวข้องอะไรกับแกด้วยเล่า จึงได้มาพูดแก้ตัวแทนกันดังนี้"
         เขาทั้งหมดไม่มีใครกล้าตอบ ยังมีอีกคนหนึ่งซึ่งทราบภายหลังว่าเขาชื่อนายร่วม มีรูปร่างทั้งสูงทั้งใหญ่เดินตามมาห่าง ๆ ข้างหลัง เมื่อเขาเห็นพรรคพวกของเขา ต่างยืนจังงัง ไม่มีใครกล้าตอบคำพูดของฉัน เขาก็แหวกพรรคพวกของเขาเข้ามา เหมือนกับว่าเขาเป็นนักเลงโตหัวหน้าข่มหมู เดินแบะท่าอย่านักมวยตรงเข้ามาหาฉัน พร้อมทั้งพูดว่า "ฉันเอง ๆ" เมื่อเขาตรงเข้ามาพร้อมด้วยคำพูดและอาการเช่นนั้น ฉันก็ปล่อยฟอร์มที่ฉันหนีบลงกลางถนน หันมารับพร้อมกับเสือกหมัดไปพบกันอย่างจัง แล้วต่อไปก็เล่นมวยหมู่กลุ้มชุลมุนไม่รู้ว่าใครเป็นใครอย่างขนานใหญ่ ข้างหนึ่ง ๒ คน อีกข้างหนึ่ง ๕๐ - ๖๐ คน รวมกำลังกินหมู คือฉันสองคนเวลานั้นฉันนึกอะไรออกไม่ได้ นึกถึงได้แต่คาถา หนุมานคลุกฝุ่น ที่ครูอาจารย์สอนให้เท่านั้น แต่เมื่อชุลมุนกันหนักเข้าก็ลืมอีก รู้แต่ว่าเมื่อตัวถูกหมัดเซไปทางไหน ฉันก็ใช้หมัดซ้ายเหวี่ยงออกไปแล้วก็กวาดด้วยหมัดขวาเป็นระยะเป็นจังหวะมิได้หยุดหย่อนและก็ไม่เหน็ดเหนื่อยกลับเห็นเป็นของสนุกดี ต่อยกันได้อย่างจังเลย กระบี่(ที่เรียกว่ามีดเหน็บ) ที่ติดอยู่ที่บั้นเอว ก็รู้ตัวอยู่ว่ามีอยู่เหมือนกัน แต่ยังคงนึกว่า ไม่ถึงคราว เขาเล่นมือเปล่าเราก็ควรจะตอบด้วยมือเปล่าจึงจะควร แล้วก็มือไม่ว่างที่จะมาจับกระบี่ด้วย มันน่าขำและสนุกมาก
          เวลานั้นฉันแต่งยูนิฟอร์มขาว แต่ถูกขว้างปาด้วยก้อนอิฐข้างถนนจนตัวของฉันแดงเป็นอิฐ และเป็นจุด ๆ ไปเต็มตัว พวกคนเล็กเขาอยู่ห่าง ๆ แล้วเขาใช้ก้อนอิฐขว้างฉัน แต่ไม่ยักถูกศีรษะ เพราะมีหมวกที่ฉันใส่จนแน่นจึงไม่หลุด ถ้าหมวกหลุดฉันอาจหัวแตกได้ ถ้าหัวฉันแตก ฉันเห็นเลือดเข้าคงเดือดเป็นแน่ ตอนนี้เองกระบี่คงจออกจากฝักหั่นกันละ แต่เมื่อไม่ถึงระยะนั้น ใจฉันยังดีอยู่เป็นส่วนมาก มิได้หวาดหวั่น พรั่นพรึง กลัวเกรงแม้แต่น้อย จนตัวของฉันเองเซถลาเข้าไปจนถึงหน้าประตูวัง ซึ่งมียามพลทหารบกยืนถือปืนสวมดาบพร้อมระวังเหตุการณ์อยู่ที่ประตูนั้น พวกเขาเหล่านั้นได้ร้องบอกยามว่า "ยามแกต้องจับตัวไว้ ถ้าไม่จับแกผิดด้วย" ส่วนยามก็เงอะงะเป็นที่ตกใจตื่นเล็กน้อย และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
          ตอนนี้เองฉันจึงมีเวลาเหลียวแลดูรอบ ๆ ตัว เห็นตัวเข้ามายืนถึงประตูวัง เห็นเขาล้อมฉันอยู่ห่าง ๆ เหมือนสังเวียนไก่ และเหลียวไปดูเพื่อนร่วมทางของฉัน เขาลงไปยืนอยู่ในท่อข้างถนนฝั่งข้างแบแรค (กลาโหม) และคนที่ล้อมเขาอยู่ห่าง ๆ โดยรอบก็มี และคนที่อยู่ใกล้ฉันที่สุด ก็คือยามทหารบกที่ยืนถือปืนสวมดาบปลายปืนพร้อมอยู่อย่างตกใจห่างจากฉันสัก ๒ - ๓ ศอกไม่ถึงดี ฉันจึงพูดขึ้นว่า "ยาม ! เธอก็เป็นทหาร ฉันก็เป็นทหาร ไม่ควรทำร้ายกันเอง และเราก็ไม่มีเหตุเกี่ยวข้องหมองใจกันด้วย แต่เมื่อเธอจะจับฉันให้ได้ ก็เท่ากับเธอไม่รักชีวิตของเธอเหมือนกัน" เวลาที่พูดนั้นมือซ้ายจับฝักกระบี่ขยับดังกรอกแกรกอยู่ แต่ในใจนั้นจับอยู่ที่ดาบปลายปืนของยามจะแย่งเอาดาบปลายปืนอันนั้น และประหารเขาให้ได้ ตาของฉันจับตาของเขา และระวังอากัปกิริยาทุกประการ
          เวลานั้นถ้าเขาขยับตัว หรือมีท่าทางบอกว่าเป็นพวกข้างโน้น ฟังเสียงข้างโน้นแม้แต่หน่อยหนึ่งแล้ว หรือขยับตัวด้วยประการใด ๆ ก็ตาม ฉันเป็นพุ่งตัวโถมเข้าใส่ยามทันที คราวนี้แหละเห็นจะถึงเลือดถึงชีวิตกันละ ฉันนึกในใจ แต่ก็เป็นอยู่อย่างหนักหนา ยามยืนถือปืนนิ่งเฉยเหมือนยักษ์วัดแจ้งยืนถือกระบองอยู่หน้าโบสถ์นั้น เห็นแต่ตากระพริบ ๆ ระวังตรงเฉยอยู่ ในระหว่างที่ฉันประจันหน้าอยู่กับยามดังกล่าวมานี้ มีทหารบกคนหนึ่งจะเป็นนายหรือพลทหารก็ไม่ทราบ เห็นจะได้ยืนดูมวนหมู่มานาน ตั้งแต่เกิดเหตุมาแล้วหรืออย่างไรไม่ทราบแน่เหมือนกัน เขาร้องตระโกนลงมาว่า "นายอย่าสู้เขาเลย เขามากกว่านายมากนัก กลับไปเสียเถิด" ฉันจึงได้คิดหันไปมองเห็นคนยืนบนหน้าต่าง กระทรวงกลาโหม จึงนึกดีใจที่เขาเป็นคนให้สติ ยกมือคำนับขอบใจเขา แล้วหันออกมาห่างจากยามประตูข้ามท่อน้ำหน้าวังมาเก็บเสื้อกางเกงที่ทำตกอยู่กลางถนน พร้อมทั้งบอกกับเพื่อนร่วมทาง นายตู้ เพื่อนคู่ยากของฉันว่า "เราจัดแจงไปกันเถิด" และเมื่อหนีบเสื้อกางเกงเข้ารักแร้แล้ว ฉันก็พูดขึ้นดัง ๆ ประกอบกับชี้มือไปทางสะพานข้างโรงสีว่า "ฉันจะไปทางนี้แหละ ถ้าใครรักชีวิตอยู่ก็จงหลีกไป ขืนขวางทางคราวนี้เป็นเห็นดีกันละ" พูดแล้วก็ออกเดินนำเพื่อนคู่ยากของฉันไป พวกนั้นที่ยืนเกลื่อนกลาด เขาไม่กล้าขวางฉัน เขาหลีกทางเป็นช่องให้ฉันสองคนเดินเคียงกันไปได้อย่างสบาย ห่างจากฉันสองคนข้างละสองวาได้ ผ่านพ้นพวกเขาไปแล้วจึงไปแก้เสื้อที่โรงเจ๊ก ขากลับโรงเรียนฉันสองคนไปทางอื่น กลับทางเก่ากลัวจะเกิดเรื่องอีก
          รุ่งขึ้นหน้าตาของฉันบวมอูมหลายแห่ง แต่ก็ไม่ได้เจ็บป่วยถึงกับนอนโรงพยาบาล เวลาเรียนก็เข้าห้องเรียน มีเพื่อนฝูงถามก็เล่าให้ฟังแล้วทำรายงานเสนอกัปตันตอน และนำเสนอขึ้นไปถึงผู้บังคับการโรงเรียน น.ต.หลวงพินิจจักรพันธ์ (ภายหลังเป็นพระยาสาครสงคราม สุริเยศ อมาตยกุล) เมื่อท่านทราบแล้วเกรงว่าจะเกิดเรื่องต่อไปอีก จึงเรียกฉันมาตักเตือนต่าง ๆ ฉันก็เรียนท่านว่า ตั้งใจมาเล่าเรียนมากกว่า ไม่ได้ตั้งใจจะมาเป็นคนเกะกะ ทำให้เป็นเรื่องร้อนใจผู้บังคับบัญชา และแล้วก็แล้วกันไป ไม่อาฆาตมาดร้ายอย่างใดต่อไปอีก เรื่องจึงระงับกันไปตอนหนึ่ง 


 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

          ต่อมาประมาณ ๓ - ๔ เดือน ถึงคราวสอบไล่เลื่อนชั้นก็เลื่อนขึ้นชั้น ๔ เลยออกไปฝึกหัดที่ทะเลอยู่ทางโน้น ส่วนทางกรุงเทพ ฯ ก็เกิดเหตุเรื่องของฉันลุกแดงโชนขึ้นมาอีก คือพวกมหาดเล็กเหล่านั้น ได้ไปเที่ยวข่มเหงคนโน้นคนนี้มากต่อมากเห็นว่าจะเกิดเรื่องเสียหายถึงพวกเขาทั้งหมด และจะปิดความไว้ไม่ได้แล้ว จึงกราบทูลเรื่องของฉันขึ้นเพื่อเป็นการกลบเกลื่อนเรื่องอื่น ๆ หาว่านักเรียนนายเรือมาข่มเหงถึงหน้าวัง เป็นการรุกรานดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ว่ากันมากมายเป็นเรื่องใหญ่โต สมเด็จพระบรม ฯ ได้ทรงฟังเลยเอาว่าทหารเรือมาข่มเหงมหาดเล็กของพระองค์อย่างอุกอาจ แท้ที่จริงพระองค์ท่านไม่ถูกกับพระองค์อาภากรมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ไปทรงศึกษาที่เมืองนอกมาด้วยกัน ในกรมเคยทรงเล่าเรื่องให้ฟังมาบ้างแล้ว รุ่งขึ้นก็เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ขอให้ชำระลงโทษทหารเรืออย่างที่เคยกระทำมากับทหารบก (ก่อนหน้าเกิดเหตุเรื่องนี้ประมาณ ๕ - ๖ เดือน ได้เกิดเรื่องกับนายทหารบกขึ้นเรื่องหนึ่ง หาว่านายร้อยเอก โฉม ตีมหาดเล็กของพระองค์ด้วยแซ่ม้า เป็นการเหยียดหยามดูหมิ่นพระเดชยิ่งนัก ลงโทษถึงออกจากนายร้อยเอก แล้วเฆี่ยนหลังอีก ๓๐ ที นายโฉมผู้นี้ต่อมาภายหลัง เมื่อสมเด็จพระบรม ฯ ขึ้นเสวยราชย์เป็นรัชกาลที่ ๖ ได้เป็นผู้ปราบอ้ายเสือเปีย ผู้ร้ายสำคัญที่มีคนยำเกรงครั่นคร้ามมาก ตายที่จังหวัดสมุทรปราการ และจัดการปราบด้วยมือของตนเอง) 


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า

          เรื่องที่นายร้อยเอก โฉม ถูกถอดถูกเฆี่ยนนั้น ดังนี้ คือ นายร้อยเอก โฉม นั่งรถม้าเรียกว่ารถด๊อกการ์ดมาหยุดลงที่ข้างถนนข้างกลาโหมนั่นเอง เจ้าพวกนี้เป็นพวกที่ยกหัวเป็นกิ้งก่า แส่หาเรื่องอวดดี เดินมาเป็นกลุ่ม ๆ เป็นหมู่ พอประจวบกับนายร้อยเอกโฉมหยุดรถเข้า พวกนี้ก็กรากเข้าไปที่หน้าม้า จะจับลูบคลำม้าเล่นตามที่ใจคึกคะนอง ม้าก็ตกใจออกวิ่ง นายร้อยเอก โฉม จึงรั้งบังเหียนด้วยมือซ้าย และมือขวาที่ถือแซ่ม้าอยู่ก็หวดไปทางผู้ที่ยกมือลูบคลำม้า คงถูกปลายแซ่ม้าลงบ้าง พวกเขาจึงโกรธเก็บเนื้อความขึ้นกราบทูลสมเด็จพระบรมฯ ว่าทหารบกข่มเหง ส่วนตัวพวกเขาที่ทำให้ม้าตกใจพาทั้งรถทั้งคนวิ่งไปอย่างไม่เป็นท่าเป็นทางเขาไม่กล่าวถึง นี่แหละเป็นเรื่องที่ใครมีโอกาสฟ้องได้ก็ฟ้องเอา อย่างที่เรียกว่า "โทษคนอื่นเท่าเหาก็ยกขึ้นมากล่าวให้เหลือหลาย ส่วนโทษของตนเป็นต้นเหตุถึงจะโตเท่าภูเขาหรือเท่าช้างก็ปิดบังอำพรางไว้" ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงรับรายงานคำฟ้องของพ่อโต (ในหลวงเรียกสมเด็จพระบรมฯ) ไว้แล้ว ก็สั่งให้กรมวังเรียกหากรมหมื่นชุมพรฯ ไปเข้าเฝ้า 


เสด็จเตี่ย

          ในกรมเมื่อได้ทราบว่ามีรับสั่งเรียกหาตัว และสืบทราบเรื่องที่ให้ไปเฝ้าตามเรื่องที่กล่าวมาแล้ว พระองค์ประทับที่โรงเรียนนายเรืออยู่แล้ว จึงทรงสอบถามถึงเรื่องราว ว่าใครรู้เห็นถึงเรื่องนี้บ้าง ทรงกริ้วหาว่าเมื่อมีเหตุเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ทำไมจึงไม่บอกให้พระองค์ทรงทราบ สั่งหาตัวให้ได้  จะทำโทษไล่ออก บังเอิญนายอ่อง เป็นหัวหน้ากัปตันจำเรื่องได้ จึงกราบทูลว่าเรื่องนี้ได้ผ่านมาหลายเดือนแล้ว เจ้าทุกข์คือฉัน เมื่อเกิดเรื่องทำรายงานเสนอขึ้นมาแล้ว แต่รายงานจะไปตกอยู่ที่ใดไม่ทราบ ในกรมจึงสั่งให้ค้นหาเรื่องให้ได้ ถ้าไม่ได้จะลงโทษผู้บังคับบัญชาทุกคนทุกชั้น ตอนนี้ช่วยกันค้นหาหนังสือฉบับนั้นกันเป็นจ้าละหวั่นไปหมด ค้นไปค้นมาก็ไปพบรายงานฉบับนั้นนอนอยู่ในก้นลิ้นชักของผู้บังคับการโรงเรียนนายเรือ ในกรมสั่งขังผู้บังคับการทันที แต่นายทหารช่วยกันทูลขอโทษแก้ตัวไว้จึงรอดตัวไป เมื่อได้ทรงอ่านรายงานของฉันแล้ว ก็เก็บใส่กระเป๋า เสด็จข้ามฟากเลยไปเฝ้ากรมหลวงราชบุรีฯ ซึ่งเวลานั้นเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เอาเป็นพยานเอกแล้วเชิญชวนให้ไปเฝ้าพรุ่งนี้พร้อมกัน ณ ท้องพระโรงรับพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว ต่อมาวันรุ่งขึ้นก็ไปพบพร้อมกันยังที่หมาย พอในหลวงรัชกาลที่ ๕ เสด็จออกประทับเหลียวไปพบในกรมเข้าก็รับสั่งถามว่า "อาภา ! พ่อโต (หมายถึงสมเด็จพระบรมฯ )เขาฟ้องว่าทหารเรือมารังแกเด็กของเขาจริงหรือ" ในกรมถวายคำนับแล้วกราบบังคมว่า "ไม่จริง พวกมหาดเล็กของสมเด็จพระบรม ฯ รังแกนักเรียนนายเรือจึงจะถูก เพราะนักเรียนเพียง ๒ คนเท่านั้น ส่วนมหาดเล็กตั้ง ๕๐ - ๖๐ คน ใครจะข่มเหงใครแน่ กฎหมายที่ไหนก็ไม่มีใครเขาออก เป็นระเบียบแบบแผนว่า คนน้อยข่มเหงคนมาก ถ้าไม่เชื่อขอให้รับสั่งถามในกรมราชบุรีดู" ในหลวงทรงหันไปทางกรมหลวงราชบุรีฯ (เวลานั้นเป็นกรมหมื่น) ๆ ถวายคำนับกราบบังคมทูลว่า "จริงพระเจ้าข้า ทั่วโลกไม่มีกฎหมายว่าคนน้อยข่มเหงคนมาก มีแต่คนมากข่มเหงคนน้อย" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เลยหันพระพักตร์มาทางสมเด็จพระบรม ฯ แล้วรับสั่งว่า "พ่อโตก็ไม่ควรนำเอาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้มากล่าวให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียเวลา" แล้วก็เลยรับสั่งถึงเรื่องอื่น ๆ ต่อไป
          เป็นอันว่าเรื่องของฉันจบลงกันที นี่แหละเป็นเรื่อง ๆ หนึ่งที่เขาล่ำลือกันนักว่า กรมหมื่นชุมพรฯ ท่านทรงรักลูกศิษย์ หรือช่วยเหลืออุ้มชูลูกน้องของท่านเสมอ มีผู้รู้เห็นเป็นพยานกันอยู่มาก แท้ที่จริงก็มีแง่ที่จะทรงช่วย มิใช่ว่าจะช่วยจนไม่มีเหตุผล ฉันเองก็หวุดหวิดจะถูกเฆี่ยนหลัง แล้วไล่ออกอยู่ลอมมะล่อเหมือนกัน นับว่าหลุดรอดพ้นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ สาธุ ! ขอส่วนกุศลที่ฉันมีอยู่ จงตามสนองพระองค์ท่าน ทุกชาติทุกภพ ด้วยเถิด มิเช่นนั้นแล้วฉันจะต้องเสียคนตลอดชาติทีเดียว นี่เป็นความรอดตายของสกุล สหนาวิน ยังระลึกถึงพระกรุณาของเตี่ยอยู่เสมอ (สานุศิษย์ทุกคนเรียกพระองค์ท่านว่า ติ๊กเตี่ย) และแต่นั้นมาพระองค์ท่านก็ทรงรู้จัก จำชื่อจำหน้าได้ดี ตลอดจนได้เข้าใกล้ชิดหม่อมเจ้าลูก ๆ ของพระองค์ท่านทั้งหญิงทั้งชาย ได้อุ้มชูนำเที่ยวเล่นในบางเวลารอบ ๆ วัง ฯลฯ เพื่อนนักเรียนก็มีคนนับหน้าถือตากันขึ้นอีกมาก ลูกของในกรมมีท่าน อาทิตย์รังสุริยา ท่านขลัว ท่านบ๋วย ฯลฯ เหล่านี้ เมื่อกลับจากนอกแล้วฉันไม่ได้ไปหาท่าน เพราะฉันออกจากราชการแล้ว และอายุก็มาก ยอมตนเป็นคนแก่ หาใส่ปากใส่ท้องไปตามกำลัง ไม่อยากรบกวนพระองค์ชายลูกของนายหนุ่ม ๆ ที่กลับจากเมืองนอกให้มีเรื่องกังวลพระทัย ด้วยคนแก่เช่นตัวฉันนี้ ส่วนลูกเต้าของฉันถ้าเขามีปัญญา เขาก็คงหาที่พึ่งของเขาเอาใหม่ ๆ เหมาะ ๆ ตามอัธยาศัยพอใจของเขาต่อไป.




30 August 2009

เรือรบสยามในสมัย รัชกาลที่4


เรือสยามอรสุมพล 
ROYAL SIAMESE SEAT
ประเภท เรือยอช์ท (ตัวเรือไม้)
ขนาด ความยาว 75 ฟุต
ความกว้าง 20 ฟุต
เครื่องจักร เครื่องจักรข้าง
กำลัง 15 แรงม้า
ต่อที่  อู่ตรงข้ามท่าราชวรดิฐ
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2398

เรือมหาพิไชยเทพ 
ILLUSTRIOUS CONQUEROR
ประเภท เรือรบ (ตัวเรือไม้)
ระวางขับน้ำ เต็มที่ 130 ตัน
ขนาด ความยาว 120 ฟุต
ความกว้าง 18 ฟุต
อาวุธ ปืนใหญ่ 7 กระบอก
เครื่องจักร เครื่องจักรท้าย
กำลัง 40 แรงม้า
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2401
หมายเหตุ  หลังพุทธศักราช 2443
ทางราชการได้ขายทอดตลาดไป
เจ้าของใหม่เอาไปใช้เป็น
เรือเมล์เดินทะเล
ระหว่างกรุงเทพฯ กับจันทบุรี
โดยเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "ซุ่นเฮง"

เรือมณีเมขลา
OCEAN GODDESS
ประเภท เรือยอช์ท (ตัวเรือไม้)
ขนาด ความยาว 116 ฟุต
ความกว้าง 15 ฟุต
เครื่องจักร เครื่องจักรข้าง
กำลัง 30 แรงม้า
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2401
หมายเหตุ  หลังปลดระวางประจำการ
ได้ขายทอดตลาดไปเมื่อ
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2431

เรือเสพย์สหายไมตรี
LITTLE EASTERN
ประเภท เรือยอช์ท (ตัวเรือไม้)
ขนาด ความยาว 100 ฟุต
ความกว้าง 15 ฟุต
เครื่องจักร เครื่องจักรข้าง
กำลัง 50 แรงม้า
ต่อที่ อู่ประเทศอังกฤษ
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2401

เรืออศรีอยุธยาเดช
AYUDIAN POWER
ประเภท เรือรบ
ระวางขับน้ำ เต็มที่ 333 ตัน
ขนาด ความยาว 200 ฟุต
ความกว้าง 27 ฟุต
อาวุธ ปืนใหญ่ 9 กระบอก
เครื่องจักร เครื่องจักรท้าย
กำลัง 70 แรงม้า
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2401
ปลดระวางประจำการ  สันนิษฐานว่า ประมาณ
พุทธศักราช 2415
หมายเหตุ  เดิมชื่อ จระเข้ (ALLIGATOR)
พระยาพิศาลศุภผล  ซื้อมาใช้เป็น
เรือสินค้า ภายหลังถวายหลวงใช้หนี้
ประมาณพุทธศักราช 2408  จึงได้
ดัดแปลงเป็นเรือรบทำเนียบเรือ
พุทธศักราช 2416 ไม่ปรากฏชื่อเรือลำนี้

เรืออาสาวดีรส
SHERRY WINE
ประเภท เรือยอช์ท (ตัวเรือไม้)
ระวางขับน้ำ เต็มที่  150 ตัน
ขนาด ความยาว 120 ฟุต
ความกว้าง 18 ฟุต
เครื่องจักร เครื่องจักรท้าย
กำลัง 40 แรงม้า
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2401
หมายเหตุ  เดิมเป็นเรือของพระบาทสมเด็จ
พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงต่อใช้เป็น
เรือรบของวังหน้า (เมื่อปลดระวาง
ประจำการแล้วเอาไปใช้เป็นเรือพักโปลิศน้ำ)

เรือเสนินทรประดิษฐ์
METEOR

ประเภท เรือยอช์ท (ตัวเรือไม้)
ขนาด ความยาว 120 ฟุต
ความกว้าง 16 ฟุต
เครื่องจักร เครื่องจักรท้าย
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2401
หมายเหตุ  เดิมเป็นเรือของสมเด็จเจ้าพระยา
บรมมหาศรีสุริยวงศ์ บางแห่งเรียกว่า
เรือเสนินทรบัณฑิตย์

เรือฤทธิแรงศร
ARROW

ประเภท เรือยอช์ท (ตัวเรือไม้)
ขนาด ความยาว 85 ฟุต
ความกว้าง 11 ฟุต
เครื่องจักร เครื่องจักรข้าง
กำลัง 12 แรงม้า
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2401
หมายเหตุ  เดิมเป็นเรือของสมเด็จเจ้าพระยา
บรมมหาศรีสุริยวงศ์

เรือเทวาสุราราม (ลำที่หนึ่ง)
CELESTIAL ANGEL

ประเภท เรือยอช์ท (ตัวเรือไม้)
ขนาด ความยาว 100 ฟุต
ความกว้าง 12 ฟุต
เครื่องจักร เครื่องจักรข้าง
กำลัง 20 แรงม้า
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2402

เรือรานรุกไพรี (ลำที่หนึ่ง)
ENEMY CHASER

ประเภท เรือรบ (ตัวเรือไม้)
ระวางขับน้ำ เต็มที่ 300 ตัน
ขนาด ความยาว 180 ฟุต
ความกว้าง 29 ฟุต
อาวุธ  ปืนใหญ่ 9 กระบอก
เครื่องจักร  เครื่องจักรท้าย
กำลัง 70 แรงม้า
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2402
เรือภารประภา
RUBY
ประเภท เรือยอช์ท (ตัวเรือไม้)
ขนาด ความยาว 90 ฟุต
ความกว้าง 12 ฟุต
เครื่องจักร เครื่องจักรข้าง
กำลัง 20 แรงม้า
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2402
หมายเหตุ  เดิมเป็นเรือของพระบาทสมเด็จ
พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ชื่อว่า "ทับทิมมณี" 

เรือขัติโยปนภา
FIREFLY

ประเภท เรือยอช์ท (ตัวเรือไม้)
ระวางขับน้ำ เต็มที่ 252 ตัน
ขนาด ความยาว 80 ฟุต
ความกว้าง 10 ฟุต
เครื่องจักร เครื่องจักรข้าง
กำลัง 12 แรงม้า
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2402
ปลดระวางประจำการ  ภายหลังขายทอดตลาดไป
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์
พุทธศักราช 2431 เป็นเงิน 20 ชั่ง
หมายเหตุ  เดิมเป็นเรือของกรมหมื่น
วิศณุนารถนิภาธร

เรือศักดิ์สิทธาวุธ
SUCCESS IN ARMS

ประเภท เรือรบชนิดกันโบต (ตัวเรือไม้)
ขนาด ความยาว 100 ฟุต
ความกว้าง 21 ฟุต
อาวุธ ปืนใหญ่ 2 กระบอก
เครื่องจักร เครื่องจักรท้าย
กำลัง 30 แรงม้า
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2404
หมายเหตุ  เป็นเรือที่ต่อคู่กับเรือสงครามครรชิต

เรือสงครามครรชิต
WARLIKE

ประเภท เรือรบชนิดกันโบต (ตัวเรือไม้)
ขนาด ความยาว 100 ฟุต
ความกว้าง 21 ฟุต
อาวุธ ปืนใหญ่ 2 กระบอก
เครื่องจักร เครื่องจักรท้าย
กำลัง 30 แรงม้า
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2404
หมายเหตุ  เคยไปร่วมงานราชาภิเษก
สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์
แห่งกรุงกัมพูชา

เรือเขจรชลคดี
VOLANT

ประเภท เรือยอช์ท (ตัวเรือไม้)
ระวางขับน้ำ เต็มที่ 250 ตัน
ขนาด ความยาว 130 ฟุต
ความกว้าง 18 ฟุต
เครื่องจักร เครื่องจักรข้าง
กำลัง 30 แรงม้า
ทหารประจำเรือ  40 คน
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2404
ปลดระวางประจำการ  ภายหลังขาดทอดตลาดไป
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2431 เป็นเงิน 24 ชั่ง 40 บาท
หมายเหตุ  เดิมเป็นเรือของสมเด็จเจ้าพระยา
บรมมหาศรีสุริยวงศ์ ชื่อว่า "ลิ่วลอยเวหน"



เรือยงยศอโยชฌิยา
IMPREGNABLE หรือ JONG JOT

ประเภท เรือรบแบบสกูนเนอร์ (ตัวเรือไม้)
ระวางขับน้ำ เต็มที่ 300 ตัน
ขนาด ความยาว 140 ฟุต
ความกว้าง 29 ฟุต
อาวุธ ปืนใหญ่ 6 กระบอก
เครื่องจักร เครื่องจักรท้าย
กำลัง 60 แรงม้า
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2406
หมายเหตุ  เดิมเป็นเรือของพระบาทสมเด็จ
พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงต่อใช้เป็น
เรือรบของวังหน้า หลังจากเรือ
ปลดระวางประจำการแล้ว ได้ย้ายคน
ประจำเรือ ลงประจำใน
เรือสุริยมณฑล (ลำที่ 2)

เรือประพาสอุดมสยาม
PRAPAT UDON SAYAHM

ประเภท เรือยอช์ท (ตัวเรือไม้)
เครื่องจักร กำลัง 25 แรงม้า
ปลดระวางประจำการ  พุทธศักราช 2431
หมายเหตุ  เดิมเป็นเรือของเจ้าพระยา
สุรวงศ์ไวยวัฒน์ หลังจาก
ปลดระวางประจำการแล้วได้
ขายทอดตลาดไป เป็นเงิน
10 ชั่ง 10 บาท

เรืออรรคเรศรัตนาสน์ (ลำที่หนึ่ง)
EMPRESS

ประเภท เรือยอช์ท (ตัวเรือไม้ แต่โครงเหล็ก)
ระวางขับน้ำ เต็มที่ 200 ตัน
ขนาด ความยาว 120 ฟุต
ความกว้าง 13 ฟุต
อาวุธ ปืนใหญ่ 2 กระบอก
เครื่องจักร เครื่องจักรข้าง
กำลัง 25 แรงม้า
ทหารประจำเรือ  40 คน
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2406
หมายเหตุ  พระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส
รับสั่งให้ทางไซง่อนจัดเรือลำนี้
เข้ามาถวาย ร.4

เรือเวคาภิจร
ประเภท เรือยอช์ท (ตัวเรือไม้)
ขนาด ความยาว 130 ฟุต
ความกว้าง 17 ฟุต
เครื่องจักร เครื่องจักรข้าง
กำลัง 25 แรงม้า
ขึ้นระวางประจำการ  พุทธศักราช 2406
หมายเหตุ  เดิมเป็นเรือของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์

เรือสยามูปรัสดัมภ์
SIAM SUPPORTER

ประเภท เรือบาร์ก 3 เสา (ตัวเรือไม้)
ขนาด ความยาว 60 ฟุต
ความกว้าง 9.50 ฟุต
อาวุธ ปืนใหญ่ 10 กระบอก
เครื่องจักร เครื่องจักรท้าย
ทหารประจำเรือ  70 คน
ขึ้นระวางประจำการ  20 กรกฎาคม พุทธศักราช 2411
หมายเหตุ  เจ้าพระยาสุรวงศไวยวัฒน์
เป็นผู้อำนวยการต่อถวาย ร.4
เป็นเรือรบชนิดแล่นเร็ว สำหรับ
ลาดตระเวน (แบบเรือคอร์เวต)
มีขนาดใหญ่กว่าเรือรบที่ได้เคยต่อมา

 
 
เรืออรรคราชวรเดช
ROYAL SOVEREIGN หรือ
AKARAT WARADET

ประเภท เรือยอช์ท (ตัวเรือไม้)
ระวางขับน้ำ เต็มที่ 600 ตัน
ขนาด ความยาว 212 ฟุต
ความกว้าง 20 ฟุต
อาวุธ ปืนใหญ่ 2 กระบอก
เครื่องจักร เครื่องจักรข้าง 2 ปล่อง
ความเร็ว สูงสุด 12 นอต
ทหารประจำเรือ 90 คน
หมายเหตุ  เดิมเป็นเรือ "บรมราชวรฤทธิ์"
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
ต่อถวาย ร.4

23 July 2009

กระบวนพยุหยาตราชลมารค



กระบวนพยุหยาตราชลมารค

กระบวนพยุหยาตราชลมารค ในปัจจุบันหมายถึง กระบวนแห่เสด็จพรราชดำเนินโดยชลวิถีด้วยกระบวนเรือพระราช พิธี ตามเค้าของการยาตรากระบวนทัพเรือแต่โบราณ

เรือพระราชพิธีที่ใช้ในกระบวนเสด็จพระราชดำเนิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้ แท้จริงก็คือเรือรบที่โบราณท่านใช้ในลำแม่น้ำ ทางกองทัพเรือได้เขียนคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่อง เรือรบสมัยโบราณของไทยไว้ใน "ประวัติย่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์" มีความตอนหนึ่งว่า "เรือรบสมัยโบราณของไทยมี ๒ ประเภท คือ เรือรบในลำแม่น้ำกับเรือรบทางทะเล เรือเหล่านี้มีรูปร่างและขนาดต่างๆ กัน เรือรบในลำแม่น้ำมีมาก่อนเรือรบทางทะเลมีขึ้นภายหลัง เพราะศึกสงครามทางทะเลมีน้อย ฉะนั้นเรือรบในลำแม่น้ำจึงมีความสำคัญมากกว่าเรือรบทางทะเล แต่ในสมัยปัจจุบันตรงกันข้าม เรือรบทางทะเลเท่านั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ส่วนเรือรบในลำแม่น้ำพ้นสมัยใช้เป็นเรือรบ จึงกลายมาเป็นเรือสำหรับประกอบการพระราชพิธี"


ภาพแขียนแสดงยุทธนาวี ในรัชสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

แต่โบราณ สมัยเมื่อยังใช้เรือรบในลำแม่น้ำเป็นกำลังสำคัญในการรบนั้น เมื่อพระมหากษัตริย์ จะเสด็จพระราชดำเนินโดยชลวิถีไปในการพระราชพิธีใด อันมุ่งหมายที่จะแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพภายใต้พระบารมี เช่นพระราชดำเนินเลียบพระนครในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือจะต้องเสด็จพระราชดำเนินรอนแรมไปทางไกล อันอาจจะมีไพรีจู่โจมกลางทางได้ ก็จะจัดกระบวนเสด็จพระราชดำเนิน เป็นกระบวนพยุหยาตราในทำนองเสด็จกรีฑาทัพ เรือ แต่ภายหลังได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตรา ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ด้วย

ภาพเขียนกระบวนพยุหยาตราชลมารค
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๑๙๙ - ๒๒๓๑) เขียนโดยชาวฝรั่งเศส

มูลเหตุที่จะเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตรานั้น ก็เนื่องมาแต่ในยามที่ว่างศึกสงคราม ทางราชการก็จำเป็นที่จะต้อง กะเกณฑ์ผู้คนมาฝึกการรบทางเรืออยู่เป็นประจำ เผื่อเกิดศึกเสือเหนือใต้จ ะได้ระดมผู้คนที่ฝึกแล้วมาใช้ในการรบได้ทันท่วงที การฝึกพลสำหรับเรือรบทางแม่น้ำนั้น มักกำหนดกระทำกันในฤดูน้ำ เพราะนอกจากจะเป็นการสะดวกแก่การฝึกทางเรือแล้ว ยังตรงกับฤดูที่ราษฎรว่างจากการทำไร่ไถนา การระดมผู้คนมาฝึกในระยะนี้ จึงไม่ทำให้กระทบกระเทือนอาชีพราษฎรมากนัก ในระยะเวลาที่มีการเกณฑ์ฝึกในฤดูน้ำนี้ ก็ประจวบกับเทศกาลทอดกฐินพอดี ดังนั้น เพื่อมิให้การฝึกซ้อมไพร่พลเสียเวลาไปเปล่าๆ พระมหากษัตริย์จึงได้ทรงพระราชดำริ ที่จะเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ตามพระอารามหลวงริมน้ำโดยกระบวนเรือรบลำน้ำ ตั้งกระบวนเป็นกระบวนพยุหยาตราทำนองเสด็จกรีฑาทัพเรือ ครั้นเมื่อได้กระทำไปแล้ว ก็เป็นที่สบอัธยาศัยของชุมชนส่วนใหญ่ซึ่งถือว่าการ ทอดกฐินเป็นกิจสำคัญในทางพระศาสนา ส่วนบรรดาไพร่พลที่ถูกเกณฑ์มาฝึกเตรียมรบ เมื่อได้โอกาสเข้ากระบวนเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ก็ยินดีปรีดาสนุก สนานบรรเทิงเพราะได้ร่วมงานพระราชกุศล ดังนั้น การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนเรือรบในลำแม่น้ำนี้ จึงกลายเป็นที่นิยมและกระทำสืบเนื่องกันเรื่อยมา แม้จะหมดสมัยที่จะใช้เรือเหล่านั้นเป็นเรือรบแล้ว ก็ยังหาได้เลิกกระบวนเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยเรือรบในลำแม่น้ำ ของโบราณไม่

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ของระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ที่แสดงให้เห็นภาพเรือพระราชพิธีในเรื่องรามเกียรติ์

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ก็ได้มีกฐินพยุหยาตราชลมารคมาแต่รัชกาลที่ ๑ แม้ว่าเรือใช้รบลำแม่น้ำของไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจะได้ถูกพม่าเผาเสียหมด เมื่อคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย แต่เมื่อมาถึงสมัยกรุงธนบุรี สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้สร้างขึ้นใหม่เพื่อให้เพียงพอแก่การที่จะใช้ในการรบ และเมื่อว่างการรบก็ใช้จัดเป็นกระบวนเสด็จพระราชดำเนิน ในการพระราชพิธีต่างๆ กฐินพยุหยาตราชลมารคในสมมัยรัชกาลที่ ๑ นั้น นอกจากจะมีกระบวนหลวง ซึ่งจัดเป็นกระบวนพยุหยาตรากรีฑาทัพเรืออย่างโบราณแล้ว พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และอาณาประชาราษฎรที่มีฐานะ ยังได้ตกแต่งเรือด้วยลักษณะต่างๆ เช่น ทำเป็นจรเข้ เป็นหอย เป็นปลา และเป็นสัตว์น้ำต่างๆ มาสมทบเข้ากระบวน เป็นกระบวนนำและกระบวนตามกระบวนหลวง เรือบางลำก็มีวงปี่พาทย์และการเล่นต่างๆ ไปในเรือด้วย ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งเรือเป็นกระบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่ เสด็จไปถวายพระกฐิน มีเรือที่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท แต่งเป็นรูปต่างๆ เข้ากระบวนเช่นในรัชกาลก่อน ในรัชกาลต่อมาก็ได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตรา เป็นกระบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่ บ้าง อย่างน้อยบ้าง ไปถวายผ้าพระกฐินสืบต่อกันเรื่อยมา แม้ต่อมาจะพ้นยุคพ้นสมัยที่จะใช้เรือรบทางแม่น้ำในการรบแล้ว ก็ยังคงรักษาเรือเหล่านั้นไว้สำหรับการพระราชพิธี เช่นเสด็จเลียบพระนคร และเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินโดยชลวิถีสืบต่อมา เป็นการรักษาซึ่งจารีตประเพณีอันดีงามของชาติไทยไว้มิให้เสื่อมสูญ

ต่อมาเมื่อได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ สถานการณ์บ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จประทับอยู่ในพระราชอาณาจักร การถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตรา จึงมีอันต้องระงับไปเป็นเวลากว่า ๓๐ ปี แต่ก็เป็นบุญเหลือเกิน ที่จารีตประเพณีอันดีงามนี้ไม่ถึงกับต้องสูญสลาย เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ฟื้นฟูจารีตประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคขึ้นใหม่ เริ่มแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นต้นมา

อะไรเป็นเหตุดลพระราชหฤทัย และทรงมุ่งหมายอย่างไรในการฟื้นฟูจารีตประเพณีที่ กล่าวนี้ พลตรี หม่อมทวีวงศ์ถวัลย์ศักดิ์ สมัยยังดำรงตำแหน่งเลขาธิการพระราชวัง ได้บรรยายให้ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศฟัง เมื่อ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๑๙ ว่า "เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้เสด็จพระราชดำเนินไปที่ โรงเก็บเรือพระราชพิธี ในคลองบางกอกน้อย ทอดพระเนตรเห็นเรืออยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม จึงทรงพระราชดำริว่าถ้าจะโปรดให้มีการฟื้นฟูประเพณี การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคขึ้น ก็ดูจะไม่เป็นการสิ้นเปลืองอะไรนัก เพราะคนก็ใช้กำลังทหารเรือ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทำขึ้นครั้งเดียวก็ใช้ได้ นานปี ส่วนประโยชน์ที่จะพึงได้รับนั้นมีอยู่มากมายและหลายทางด้วยกัน เช่นเรือพระราชพิธีต่างๆ อันสวยงามและทรงคุณค่าในทางศิลปอย่างยิ่งนั้น ก็จะได้รับการดูแลรักษาและบูรณะซ่อมแซมให้ดีอยู่เสมอ เป็นการรักษาสมบัติอันมีค่าของชาติให้มีอายุยืนยาวออกไป ทั้งจะได้เป็นการฟื้นฟูขนบประเพณีอันดี ที่บรรพชนของเราได้กระทำมาแล้วแต่ปาง ก่อน ให้ดำรงคงอยู่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาติ เป็นการบำรุงขวัญและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจของคนไทย ทั้งยังเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมของชาติไทยที่มีแต่โบราณกาล ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวต่างประเทศอยู่ตลอดกาลด้วย"

ด้วยเดชะพระบารมีปกเกล้าฯ โดยแท้ พสกนิกรไทยรุ่นหลังนี้จึงมีโอกาสได้ชมกระบวนพยุหยาตราชลมารค ตามโบราณราชประเพณีด้วยความภาคภูมิใจ

http://www.pantown.com/data/10219/album17/full/2006-06-07-150346.jpg

กระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้ มีวิธีจัดกระบวนเป็น ๒ กระบวน เรียกว่า "กระบวนพยุหยาตรา (ใหญ่) ชลมารค" กระบวนหนึ่ง และ "กระพยุหยาตรา (น้อย) ชลมารค" อีกกระบวนหนึ่งแต่โบราณ ท่านจัดลักษณะกระบวนทั่งสองนี้แตกต่างกันอย่างไร กระบวนใดใช้เรือกี่ลำ เรืออะไรบ้าง ยังไม่มีใครสามารถที่จะค้นคว้าหาหลักฐานมารวบรวมไว้ให้สมบูรณ์ได้ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมพระนคร สวรรควรพินิต ครั้งทรงทำหน้าที่แทนเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ อยู่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพยายามที่จะค้นคว้าหาหลักฐานเพื่อวางเป็นระเบียบ ปฏิบัติไว้สำหรับชนรุ่นหลัง ก็ไม่อาจทรงกระทำได้ ดังนั้นเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๔๗๐ จึงได้ทรงทำหนังสือกราบบังคมทูลผ่านทางราชเลขาธิการ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต วางระเบียบริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีเสียใหม่ โดยจัดรูปกระบวนเข้าหาจำนวนเรือที่มีอยู่เป็นสำคัญ ยึดหลักโบราณราชประเพณีแต่เพียงอนุโลม ข้อความตอนหนึ่งในลายพระหัตถ์มีดังนี้

"ก็แหละการจัดขบวนเสด็จพระราชดำเนิน อันกระทรวงทหารเรือได้ปฏิบัติกันมานั้น อาศัยหลักความรู้และความทรงจำแบบแผนโบราณราชประเพณี จะมีลายลักษณ์อักษรที่จะสอบค้นเป็นหลักฐานได้ ก็แต่น้อยและความทรงจำนั้นย่อม มีทางคลาดเคลื่อนโต้แย้งกันอยู่เป็นประการต่างๆ ทั้งจำนวนเรือที่คงมีอยู่ก็ไม่เปิดช่องให้จัดเต็มรูปแบบ อย่างราชประเพณี โบราณทีเดียวได้ ย่อมได้สับเปลี่ยนลดหย่อนอนุโลมกันมาแล้วโดยลำดับ ข้าพเจ้าเห็นว่า บัดนี้ควรจะวางระเบียบริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีลงเสียให้แน่ นอนอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่ปราศจากสงสัย แก่ผู้ซึ่งมีหน้าที่ฉลองพระเดชพระคุณในการนี้ สืบไป และรูปขบวนนั้นควรจัดเข้าหาจำนวนเรือที่คงมีอยู่เป็นประมาณ ยึดหลักโบราณราชประเพณีแต่โดยอนุโลม ทั้งควรคำนึงถึงการที่จะให้ได้นำเรือที่มีอยู่ มาหมุนเวียนใช้โดยโอกาสทั่ว ถึงกันยิ่งขึ้น เพราะเรือเก่าเก็บเป็นทางแก่ความชำรุดยิ่งกว่าเรือใช้ ข้าพเจ้าจึงได้ลองกะขบวนต่างๆ ขึ้นโดยนัยดังกล่าวแล้ว ดังได้แนบมานี้ เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุมัติเป็นประการใดแล้ว ก็จะให้ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติราชการสืบไป"

http://school.obec.go.th/thai_rajpracha30/Images2/pic1.jpg

กระบวนพยุหยาตราชลมารคในรัชกาลปัจจุบัน

ภายหลังจากที่ได้มีกระบวนพยุหยาตราชลมารค เมื่อคราวฉลองพระนครครบรอบ ๑๕๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว จากนั้นมาก็ไม่เคยมี จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ทางราชการได้จัดงานฉลองพระพุทธศตวรรษขึ้นในงานนี้ ได้มีการจัดกระบวนเรือพระ ราชพิธี อัญเชิญพระพุทธรูป พระไตรปิฎก และพระสงฆ์ แห่ไปตามลำน้ำเจ้าพระยา เป็นการเฉลิมฉลองและระลึกในพระตรัยรัตนาธิคุณ กระบวนครั้งนั้นเรียกกันว่า กระบวนพยุหยาตรา การจัดรูปกระบวนเรือคล้ายรูปกระบวนพยุหยาตราน้อย แต่ก็ไม่ครบถ้วน ทั้งนี้เนื่องจากเรือพระราชพิธีได้ชำรุดเสียหายไปตามสภาพบ้าง และชำรุดเพราะถูกระเบิดจากเครื่องบินครั้งสงครามมหาอาเซียบูรพาบ้าง ไม่มีเรือพอจะจัดให้เต็มรูปริ้วกระบวนตามแบบฉบับที่มีมาแต่โบราณ หรือที่กำหนดไว้ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้

ต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค สำหนับเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ตามราชประเพณีที่เคยมีมาแต่เก่าก่อน ก็ไม่อาจจัดกระบวนให้ครบถ้วน เป็นกระบวนให้ครบถ้วนเป็นกระบวนพยุหยาตราใหญ่ หรือพยุหยาตราน้อย ได้เช่นกัน ครั้งนั้นมีเรือดั้งเหลือเพียง ๙ คู่ เรือรูปสัตว์ก็เหลือเพียง ๒ คู่ คือเรือพาสีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมืองคู่หนึ่ง และเรืออสุรวายุภักษ์ อสุรปักษา อีกคู่หนึ่ง เรือกระบี่และเรือครุฑไม่มี เรือคู่ชักก็ไม่มี เลยเอาเรืออสุรมาเป็นเรือคู่ชัก เอาเรือดั้งทองและเรือพญาวรนรเสริมริ้วเรือดั้งให้ครบ ๑๑ คู่ อย่างไรก็ตาม ทางราชการก็ได้เห็นคล้อยตามกระแสพระราชดำริ ว่าควรฟื้นฟูประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตรา ชลมารคขึ้น เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ ให้ดำรงอยู่เป็นสัญลักษณ์ของชาติและ เป็นศรีแก่ประเทศสืบไป ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอันมีกองทัพเรือและกรมศิลปากร จึงได้ดำเนินการต่อเรือพระราชพิธีเพิ่มขึ้น ทั้งประเภทเรือดั้ง เรือทองขวานฟ้า ทองบ้าบิ่น เรือครุฑ เรือกระบี่ และเรือเอกชัย บางลำก็ต่อใหม่ทั้งลำ บางลำก็ต่อแต่ลำเรือ ใช้หัวเรือเดิมที่ตัดเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์มาซ่อม แล้วสวมใส่เข้ากับที่ต่อใหม่จนกลายเป็นเรือที่สมบูรณ์ และครบถ้วน พร้อมที่จะจัดเป็นกระบวนพยุหยาตราชลมารค ทั้งใหญ่และน้อยตามโบราณราชประเพณีได้ ดังนั้นเมื่อรัฐบาลได้ดำริที่จะมีการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในเดือนเมษายน ๒๕๒๕ จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทาน ให้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบวงสรวง สมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า โดยกระบวนยุหยาตราใหญ่ชลมารค ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมี และมีความภาคภูมิใจกับมรดกทางวัฒนธรรม ที่บรรพบุรุษท่านได้สร้างสมและรักษา ไว้เป็นทอดๆ จนกระทั่งตกมาเป็นสมบัติอันหาค่ามิได้ของคนไทยในปัจจุบันนี้

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/575/7575/images/bt.jpg

การเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้ คณะกรรมการจัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ได้เตรียมจัดริ้วกระบวนเป็นกระบวนพยุหยาตราใหญ่ เช่นเมื่องครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินกลับจากการเสด็จเปิดสะพานพระพุทธยอดฟ้า คราวฉลองพระนครครบ ๑๕๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่เพิ่มเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชทอดบุษบกบัลลังก์ เชิญพระชัยหลังช้างขึ้นมาอีกลำหนึ่ง แต่ครั้นได้มีการซ้อมใหญ่ริ้วกระบวนดังกล่าวแล้ว ได้มีผู้นำความกราบบังคมทูลให้ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า กระบวนพยุหยาตราใหญ่ชลมารค ที่ซ้อมเตรียมถวายให้เป็นกระบวนเสด็จพระราชดำเนิน นั้น มองดูไม่งดงามเป็นสง่าเท่าที่ควร เพราะเรือพระที่นั่งไปอยู่ท้ายกระบวนมีเรือตามแต่เรือกรมวัง ๑ ลำ กับเรือแซงอีก ๑ ลำเท่านั้น ในสมัยโบราณท่านจัดเช่นนี้ เพราะมีเรือพระบรมวงศานุวงศ์ตามเสด็จเป็นกระบวนหลังอีกหลายลำ จึงไม่เห็นไปว่าเรือพระที่นั่งไปรั้งท้ายกระบวน กาลบัดนี้ไม่มีเรือพระบรมวงศานุวงศ์ตามเป็นกระบวนหลัง เรือพระที่นั่งจึงกลายเป็นกระบวนหลังไม่งดงาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเห็นพ้องตามคำกราบบังคมทูลนั้นแล้ว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ทรงพระดำริแก้ไขจัดรูปกระบวนเรือเสียใหม่ให้พ้องข้อตำหนิดังกล่าว

http://www.nsru.ac.th/oldnsru/comcenter1/60th/images/backgroud13.jpg

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ได้สนองพระมหากรุณาธิคุณ โดยประทานข้อคิดเห็นในการปรับปรุงกระบวนพยุหยาตราใหญ่ชลมารค ดังนี้

๑. ถอนเรือประตูน้ำ ซึ่งเดิมกำหนดใช้เรือดั้งทอง คือเรือทองขวานฟ้าและทองบ้าบิ่น แล่นนำอยู่สายนอกนั้น ลงมาเป็นกระบวนหลังสายใน แนวเดียวกับเรือรูปสัตว์ในกระบวนหน้า

๒. จัดเรือดั้งคู่ ๑๑ ขึ้นไปเป็นเรือประตูหน้า แต่ให้แล่นนำอยู่สายใน แนวเดียวกับเรือพิฆาตและเรือรูปสัตว์

๓. กระบวนหน้าสายนอก ซึ่งริ้วกระบวนเดิมเป็นเรือดั้ง ๑๑ คู่นั้น ให้ลดลงคงเหลือ เพียง ๖ คู่ และมีเรือรูปสัตว์ ๔ คู่เป็นเรือสายใน

๔. ถอนเรือดั้ง คู่ ๗ - ๘ - ๙ และ ๑๐ รวม ๔ คู่ ลงมาเป็นเรือกระบวนหลังริ้วนอก

การจัดกระบวนเรือตามพระราชดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ทำให้รูปกระบวนงดงามขึ้น คือมีทั้งกระบวนหน้า กระบวนเรือพระที่นั่ง กระบวนแซงเสด็จ และกระบวนหลัง เป็นลักษณะดุจดาวล้อมเดือน คือมีเรือพระที่นั่งเป็นเดือน เรืออื่นในกระบวนหน้า ในกระบวนแซง และในกระบวนหลังเป็นดาวล้อมอยู่ทุกด้าน

ริ้วกระบวนตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์นี้ ผู้บัญชาการทหารเรือซึ่งเข้าเฝ้ารับฟังกระแสพระราชดำริ รับว่าจะจัดสนองพระมหากรุณาธิคุณได้ทันงาน ดังนั้นริ้วกระบวนพยุหยาตราใหญ่ชลมารค ในคราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี จึงเป็นไปอีกแบบหนึ่งผิดแผกกว่าที่ได้เคยมีมาแล้วแต่กาลก่อน เพื่อที่จะให้ท่านผู้สนใจศึกษา เกี่ยวกับการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค ได้ศึกษาริ้วกระบวนใหม่นี้ด้วยความเข้าใจดีขึ้น